หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ แนะหลักเกณฑ์เก็บหุ้นเข้าพอร์ต รับกระแสลงทุนปีหน้า

534

บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ชี้อัตราดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ความเสี่ยงส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ (Market Earnings Yield Gap; MEYG) ลดลง แนะนักลงทุนเตรียมเก็บหุ้นปันผลสูงและยั่งยืนเข้าพอร์ต

จากสถานการณ์และทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและไทย ที่ดูน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ความเสี่ยงเรื่องส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ (Market Earnings Yield Gap, MEYG) ลดลง ซึ่งปัจจุบัน MEYG ของ SET Index กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี  อยู่ที่ 3.95% สูงกว่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 3.6% จึงมีโอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินลงทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดหุ้นได้มากขึ้นในไตรมาส 1

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ทีมวิจัยหลักทรัพย์เมย์แบงก์ (MST Research) เชื่อว่าหุ้นปันผลสูงบนความยั่งยืน หรือ หุ้นที่จ่ายปันผลสูง สม่ำเสมอ และมีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จะเป็นเป้าหมายสำหรับกระแสเงินลงทุนรอบใหม่ที่กำลังเข้ามา โดยแนะนำ 3 หลักเกณฑ์ในการคัดกรองหุ้นเพื่อลงทุน เก็บเข้าพอร์ต ดังนี้ 

1)      เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอและมากกว่า SET Index ในช่วง 2563-2565 หรือหุ้นที่จ่ายปันผลในปี 2566 มากกว่า 5% 

2)      เป็นหุ้นที่คาดว่าจะมี EPS Growth ปี 2567 เติบโต (EPS Growth 2567F > 0)  

3)      เป็นหุ้นที่ ESG Rating มากกว่าระดับ A ขึ้นไป

ซึ่งจาก 3 หลักเกณ์ดังกล่าว พบว่าได้หุ้นปันผลสูงบนความยั่งยืน 10 บริษัท ประกอบด้วย  SAT TISCO SCB TCAP AP ICHI SABINA PTT INTUCH และ SCC อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติมตามตารางด้านล่างนี้