ตลาดสินค้าเด็กโตสวนกระแสเด็กเกิดใหม่ “เบบี้ กิ๊ฟ” วาง OMNI Channel จับพ่อแม่สายเปย์

4466

เศรษฐกิจปีนี้จะถดถอยหรือเปล่า  ยังไม่แน่ใจ  แต่แนวโน้มการเกิดของเด็กในเมืองไทยปีนี้ และปีไหนๆ เข้าเกียร์ถอยหลังมายาวๆ หลายปีมาแล้ว  ย้อนหลังไปราว 30-40 ปีก่อน  สถิติการเกิดของเด็กแต่ละปี อยู่ในหลักกว่าล้านคนมาโดยตลอด  จนมาถึงหลังยุคเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ผู้คนเริ่มกังวลว่าวิกฤติในรูปแบบนี้ที่ทำชีวิต หน้าที่การงานผู้คนล้มระเนระนาดจะเวียนกลับมาหลอกหลอน  อัตราการมีลูกที่เคยมีกันครอบครัวละ 3-4-5 คน ก็ลดลงเหลือ 1-2 คน ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ก็ถดถอยลงมาเรื่อยๆ  ทุกๆ 3-4 ปีหายไปแสนคน แสนคน จนถึงปี 2559 จำนวนเด็กเกิดใหม่ตลอดปี เหลือเพียง 6.7 แสนคน

แต่สถานการณ์เช่นนี้ กลับไม่กระทบกับตลาดอุปกรณ์ของใช้สำหรับเด็กเล็กมากนัก โดยเฉพาะในตลาดสินค้าระดับพรีเมียม ที่ครอบครัวยิ่งมีลูกน้อย ยิ่งกล้าที่จะใช้จ่ายเต็มที่เพื่อลูก

อรุณศรี พิริยเลิศศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบบี้ กิ๊ฟ (ไทยแลนด์) จำกัด  ผู้นำตลาดจากสินค้าเครื่องใช้เด็กขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม แบรนด์ อะปริกา(APRICA), อาเลเบเบ(AILEBEBE) และ ปรินซ์ แอนด์ ปรินซ์เซส (PRINCE & PRINCESS) เผยถึงแนวโน้มโครงสร้างครอบครัวไทยในปัจจุบันที่พ่อแม่มีลูกไม่เกิน 1-2 คน โดยจากข้อมูลอัตราเจริญพันธุ์ของมารดาของไทยล่าสุดในปี 2561 คือ 1.6 คน และพบว่าในกลุ่มของครอบครัวระดับ B ถึง A+ ในประเทศไทย มีเทรนด์การเลี้ยงลูกที่มีจำนวนน้อยลง ด้วยการทุ่มเทและเลือกสรรผลิตภัณฑ์ และเครื่องใช้ต่างๆ ของเด็ก ที่มีคุณภาพสูง เพื่อการดูแลลูกอย่างปลอดภัย และพิถีพิถัน ส่งผลให้โอกาสทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กระดับพรีเมี่ยมเติบโตขึ้น

เบบี้ กิ๊ฟ มองเห็นแนวโน้มนี้มาตั้งแต่ปี 2552 เล็งเห็นโอกาสการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กในระดับพรีเมี่ยม โดยยกระดับจากการเป็นร้านจำหน่ายสินค้าสำหรับเด็ก มาเป็นบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อาทิ เข็นเด็ก, คาร์ซีท (เก้าอี้นั่งนิรภัยในรถสำหรับเด็ก) และสินค้าที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เป้อุ้ม เตียงนอน แว่นตากันแดด และเก้าอี้ทานข้าว โดยคัดสรรแบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพเยี่ยมจากญี่ปุ่น ประกอบด้วย แบรนด์ อะปริก้า (APRICA) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่คิดค้นโดยกุมารแพทย์ อันดับหนึ่งจากประเทศญี่ปุ่น, แบรนด์อาเลเบเบ (AILEBEBE) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญผลิตคาร์ชีทมามากกว่า 30 ปี จากประเทศญี่ปุ่น, และสร้างแบรนด์ปรินซ์ แอนด์ ปรินซ์เซส (PRINCE & PRINCESS) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่พัฒนานวัตกรรม และรูปแบบการใช้งานตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม

ตลาดผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับเด็ก หรือกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ มีมูลค่าอยู่ราว 5,000 ล้านบาท โดยมีแบรนด์สินค้าอยู่มากถึงกว่า 30 แบรนด์  ขณะที่สัดส่วนกลุ่มสินค้าระดับพรีเมียมมีส่วนแบ่งอยู่ราว 20%  ซึ่งการที่เกิดแบรนด์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้เบบี้ กิ๊ฟ ต้องปรับกลยุทธ์ในการทำตลาดด้วยการใช้กลยุทธ์ OMNI Channel  เชื่อมโยงช่องทางออฟไลน์  โชว์รูม เคาท์เตอร์จำหน่าย และร้านค้า ซึ่งเป็นช่องทางดั้งเดิมของการจำหน่าย เข้ากับช่องทางออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ที่จะเข้าถึงกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด

โดย OMNI Channel ประกอบด้วย ช่องทางการเชื่อมโยงถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายผ่าน 5  ช่องทาง  ที่จะทำหน้าที่ ตั้งแต่การทำ CRM (Customer Relationship Management) การบริหารจัดการลูกค้า การบริการคลังสินค้า  การบริการการรับคำสั่งซื้อ และการสร้างช่องทางการรับชำระเงินได้หลากหลาย   ได้แก่

  1. ช่องทางร้านค้า Baby Gift Showroom ร้านจำหน่ายสินค้าทั้ง 3 แบรนด์ของเบบี้ กิฟท์ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 11 สาขา, เคาท์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ จำนวน 21 สาขา, ร้านจำหน่ายสินค้าสำหรับแม่และเด็กชั้นนำทั่วประเทศ
  2. สื่อออนไลน์  เว็บไซต์ www.babygiftretail.com ซึ่งเป็นทั้งช่องทางในการจำหน่ายสินค้าของเบบี้ กิฟท์ออนไลน์ และช่องทางในการสร้างฐานสมาชิกเบบี้ กิฟท์ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่กว่า 3,000 ราย  และช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ทั้ง Shopee, Lazada  และ JD Central  รวมถึง LINE@babygiftretail
  3. สื่อโมบายด์ แอพพลิเคชั่น Baby Gift เป็นช่องทางร้านค้า สิทธิประโยชน์ และการสื่อสารของสมาชิกเบบี้ กิฟท์ บนมือถือ
  4. สื่อโซเชียล มีเดีย ทั้ง เฟสบุ๊ก, ไลน์, ยูทูป และอินสตาแกรม

“เบบี้ กิ๊ฟ มีทั้งรถเข็น หรือคาร์ซีท เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญ ต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด รวมไปถึงการดูแลบริการอย่างดีระดับพรีเมี่ยม ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทาง เบบี้ กิ๊ฟ โชว์รูม ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้ามาปรึกษา ทดลองสินค้า และรับบริการหลังการขายได้อย่างสะดวก แต่เทรนด์พฤติกรรมของพ่อแม่ยุคใหม่ที่นิยมหาข้อมูลและซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จนไปถึงขั้นตอนการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ที่เติบโตขึ้นอย่างมาก เราจึงใช้กลยุทธ์ OMNI Channel เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ของลูกค้าให้ครบวงจร ด้วยการพัฒนาช่องทางออนไลน์ ให้สามารถหาข้อมูล รีวิว ตัดสินใจซื้อสินค้า และชำระเงินได้  แต่ก็ยังสามารถเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ชมสินค้าจริง และทดลองใช้ รวมไปถึงการบริการหลังการขายที่ร้านได้ “

นอกจากนี้  ในปีนี้ เบบี้ กิ๊ฟ ได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 10 ล้านบาท เพื่อสร้างความแตกต่างในการทำการตลาดด้วยแนวคิด  เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้” (Listen to baby’s voice) เกิดจากการศึกษาอินไซต์ของพ่อแม่ที่จะต้องตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพราะว่าเด็กทารกไม่สามารถสื่อสารได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่พ่อแม่เลือกมาให้นั้นเหมาะกับตัวเด็กหรือไม่ ดังนั้น พ่อแม่แต่ละครอบครัวจึงต้องทำการศึกษาหาข้อมูลเพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้กับลูก โดยจะใช้แนวคิดนี้ในการสื่อสารการตลาดทุกช่องทาง เพื่อสร้างความน่าเชื่อและตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กให้กับเบบี้ กิ๊ฟ อย่างแท้จริง รวมไปถึงยังเป็นการให้ความรู้กับพ่อแม่อีกด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายโดยเบบี้ กิ๊ฟ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูง มีผลงานการวิจัยและทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญและกุมารแพทย์ เพื่อรับรองความปลอดภัย

อรุณศรี เชื่อมั่นว่า กลยุทธ์ OMNI Channel และการสื่อสารการตลาดด้วยแนวคิด “เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้” นี้ จะช่วยเร่งยอดขายของเบบี้ กิ๊ฟ ในช่วงไตรมาสสุดท้าย ให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย 20%  หลังจาก 3 ไตรมาสที่ผ่านมา ตลาดค่อนข้างซบเซา ทำให้ตัวเลขการเติบโตอยู่ในราว 5-10% เท่านั้น

ในปีที่ผ่านมา เบบี้ กิ๊ฟ ทำรายได้ราว 120  ล้านบาท โดยมาจาก 3 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย คาร์ซีท 50%, รถเข็น 40% และสินค้าเครื่องใช้สำหรับเด็กขนาดเล็กอีก 10%  ซึ่งในแผนงานจะมีการขยายเพิ่มสินค้าในกลุ่มนี้  อาทิ เครื่องทำสเปรย์ฆ่าเชื้อ สำหรับล้างมือ หรือเช็ดทำความสะอาดเครื่องใช้สำหรับเด็ก, ขวดนม, เครื่องปั๊มนม รวมถึงเครื่องปรุงอาหารสำหรับเด็ก

โดยอรุณศรี มองเป้าหมายเบบี้ กิ๊ฟ ในอนาคตว่า จะรักษายอดขายให้มีการเติบโตปีละ 20% เป็นอย่างต่ำให้ได้ทุกๆ ปี และใน 5 ปีข้างหน้า จะทำรายได้ถึง 300 ล้านบาท