โมโตโรล่า ปูทางกลับสู่ผู้นำมือถือ เปิดเรือธงครึ่งปีแรก moto g6plus –moto g6

1517

แม้ตลาดสมาร์ทโฟนในวันนี้ จะเปลี่ยนหน้าผู้นำตลาดไปจากตลาดโทรศัพท์มือถือวันก่อนมาก  แต่แบรนด์ โมโตโรล่า ผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือยุคบุกเบิก ก็ยังเพียรพยายามในการกลับมาครองพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

โมโตโรล่าในวันนี้ กลายเป็นแบรนด์สมบัติของเลอโนโว จากประเทศจีน ที่โฟกัสสร้างการเติบโตด้วยการเทคโอเวอร์อดีตแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากฟากอเมริกา ตั้งแต่ไอบีเอ็ม ในฝั่งคอมพิวเตอร์ และโมโตโรล่าในฝั่งมือถือ ซึ่งข้อดีของฟื้นแบรนด์เหล่านี้ แทนการสร้างแบรนด์ใหม่ คือ แบรนดิ้งที่ยังมีความจงรักภักดีหลงเหลืออยู่ในกลุ่มลูกค้ารุ่นเก่า กลุ่มใหญ่ๆ

ชรีด้า รามาสวามี ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชีย กลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน เลอโนโว กล่าวว่า  ยอดขายของสมาร์ทโฟน โมโต ซีรีส์ G ทั่วโลกในปัจจุบัน มีมากถึง 138 ล้านเครื่อง สร้างพื้นที่ส่วนแบ่งตลาดโลกให้เห็นเป็นหลักหน่วย แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของโมโตโรล่า และการยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก

3 ปัจจัยสำคัญที่ ชรีด้า มองว่า เป็นส่วนสำคัญที่ส่งให้โมโตโรล่าเติบโตขึ้นทุกปี คือ 1) ความน่าเชื่อถือของแบรนด์โมโตโรล่า ที่ถือเป็นแบรนด์ตำนาน  2) การสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านฟีเจอร์ในรุ่นต่างๆ และ 3) การวางราคาสินค้าในระดับที่ผู้บริโภคเอื้อมถึง

ซึ่ง 1 ในประเทศที่มีสาวกโมโตโรล่าเหนียวแน่น จนค่ายเลอโนโวยกให้เป็นตลาดสำคัญระดับ  Tier 1 เป็นประเทศลำดับต้นๆ ในการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ  ก็คือประเทศไทย

“โมโตโรล่า มองตลาดเมืองไทยเป็นตลาดสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย เพราะถือเป็นประเทศที่มีตลาดโทรศัพท์มือถือใหญ่มากกว่าจำนวนประชากรของประเทศ มีกำลังซื้อสูง” ชรีด้า กล่าว

และการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงครึ่งปีแรกของโมโตโรล่า moto g6  plus และ moto g6  เลอโนโว ก็เลือกประเทศไทย เป็นประเทศแรกในเอเชีย ตามหลังการเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ศิวกร ดำรงภัทร ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย กลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน  เลอโนโว ประเทศไทย กล่าวว่า moto g6 plus และ moto g6 ถือเป็นสมาร์ทโฟนระดับ Mid Rage ที่โมโตโรล่าให้ความสำคัญ ระดับราคาอยู่ราว 7,000 ถึงไม่เกิน 10,000 บาท โดยมีส่วนแบ่งราว 2.4 ล้านเครื่อง จากตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม 14-15 ล้านเครื่องต่อปี ซึ่งโมโตโรล่าตั้งเป้าจะมีส่วนแบ่งในตลาดนี้ให้ได้ถึง 15%

moto g6 plus และ moto g6 ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานรองรับการใช้งานของไลฟ์สไตล์คนไทย ทั้ง หน้าจอ ดีไซน์ตัวเครื่อง และประสิทธิภาพการทำงาน ที่รองรับชิปเซ็ตประมวลผลที่รวดเร็วทรงพลังอย่าง Qualcomm® Snapdragon™ และระบบปฏิบัติการ Android™ 8.0 Oreo™ อีกทั้งมาพร้อมระบบซอฟต์แวร์ Moto Experiences ที่ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของเทคโนโลยี AI ได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

moto g6 plus  หน้าจอไร้ขอบขนาด 5.9 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9  Full HD Max Vision ระบบซอฟต์แวร์กล้องอัจฉริยะและเทคโนโลยีการโฟกัสแบบ Dual Autofocus Pixel ช่วย ล็อกจุดโฟกัสที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ กล้องหลังรูรับแสงกว้างขนาด F/1.7 และขนาดพิกเซลถึง 1.4um สำหรับการถ่ายภาพแสงน้อย

ชิปเซ็ตประมวลผลแบบ 2.2 GHz octa-core ที่ผู้ใช้งานสามารถดูหนัง เล่นเกม หรือใช้งานหลายแอพพลิเคชั่นต่างๆพร้อมกันกันได้แบบไหลลื่นไม่มีสะดุด แบตเตอรี่ความจุ 3,200 mAh และระบบชาร์ตแบต 15W TurboPower ต่ออายุแบตเตอรี่สูงสุดถึง 6 ชั่วโมง ด้วยการชาร์จเพียง 15 นาที

ขณะที่  moto g6  หน้าจอไร้ขอบขนาด 5.7 นิ้ว  Full HD Max Vision ดีไซน์ด้านหลังตัวเครื่องด้วยวัสดุ 3D glass กล้องหลังแบบคู่ความละเอียด 5MP และ 12MP พร้อมซอฟแวร์กล้องอัฉริยะ ระบบสแกนลายนิ้วมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อกเครื่องได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย  ชิปเซ็ตประมวลผลแบบ 1.8GHz octa-core ทั้ง แบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh  และระบบชาร์ตแบตแบบ 15W TurboPower

moto g6 plus และ moto g6 มาพร้อมสี Deep indigo  ราคาเริ่มต้นที่ 9,990 บาท และ 7,990 บาท  ตามลำดับ

ศิวกรกล่าวว่า นอกเหนือจากการเปิดตัว moto g6 plus และ moto gุ6 ในครึ่งปีแรก  ครึ่งปีหลังโมโตโรล่าก็จะมีสมาร์ทโฟนเรือธงซีรีส์อื่นเข้ามาเสริม  ขณะที่ช่องทางการจำหน่ายก็มีการเปิดช่องทางเพิ่มเป็น 1,500 จุดขายทั่วประเทศ ครบถ้วนทั้งการขายผ่านโอเปอเรเตอร์โทรศัพท์มือถือ อย่างทรูมูฟ เอช , การจำหน่ายผ่านตัวแทนดีลเลอร์ ซินเน็ค ที่ถือเป็นดีลเลอร์ที่มีช่องทางกระจายสินค้ามากที่สุดรายหนึ่งของไทย ด้านตัวแทนร้านค้าปลีก มีทั้ง ทีจีโฟน, เจมาร์ท และบิ๊กซี  นอกจากนั้นการทำตลาดออนไลน์ที่ที่ผ่านมาเคยทำตลาดผ่านลาซาด้า ในปีนี้ก็เพิ่มช้อปปี้ อีกหนึ่งช่องทาง

ทั้งหมดนำสู่เป้าหมายของโมโตโรล่าในปีนี้ ต้องการเพิ่มยอดขายสมาร์ทโฟนจาก 5 แสนเครื่องในปีที่แล้ว เป็น 6 แสนเครื่องในปีนี้ ปูทางให้โมโตโรล่า กลับมาสู่ตลาดอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง