“ดุสิตธานี” รุกปั้นธุรกิจอาหารเสริมพอร์ต หนุนการเติบโต-ลดความเสี่ยงธุรกิจ

1451

หลังจากที่คลุกคลีอยู่ในธุรกิจโรงแรมมาร่วม 70 ปี และ 25 ปีที่ในธุรกิจการศึกษา ล่าสุด บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC หรือ “ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้ประกาศขยายไลน์ไปยังธุรกิจอาหารอีก 1 ธุรกิจไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล” เป็นผู้นำด้านบริหารโรงแรมและด้านการศึกษา โดยบริหารโรงแรมและรีสอร์ทรวม 4 แบรนด์  คือ ดุสิตธานี ดุสิตดีทู ดุสิตปริ๊นเซส และดุสิตเดวาราณา

มีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 27 แห่ง และมีโรงแรมที่อยู่ในแผนการพัฒนาเพื่อเตรียมเปิดให้บริการเพิ่มอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย ภูฏาน จีน อินโดนีเซีย เคนยา พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ตุรกี โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ส่วนธุรกิจการศึกษานั้น “ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล” ได้ก่อตั้งวิทยาลัยดุสิตธานีซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญา ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯและพัทยา รวมทั้งบริหารโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต (Le Cardon Bleu)  อีกด้วย

ตั้ง “ดุสิต ฟู้ดส์” รุกธุรกิจอาหาร

สำหรับธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ล่าสุดนั้น “ดุสิตธานี” ได้จัดตั้ง บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการเรียบร้อยภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นก็จะเข้าซื้อหุ้นของ “เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ “ หรือ NRIP ในสัดส่วนประมาณ 26% คิดเป็นมูลค่าลงทุนราว 660 ล้านบาท

โดย NRIP เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายสินค้าที่เป็นอาหารแห้ง ส่วนผสมของอาหาร และเครื่องปรุงรสแบบต่างๆ ให้กับลูกค้าทั้งในประเทศ และลูกค้าต่างประเทศ ทั้งในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ รวมทั้งผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง อาทิ พ่อขวัญ, Lee, Thai Delight, DEDE, และ Shanggie เป็นต้น

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอ กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

สร้างการเติบโต-ลดความเสี่ยง-บาลานซ์ธุรกิจ

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ซีอีโอ กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC ระบุว่า การลงทุนในธุรกิจอาหารครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนนอกธุรกิจโรงแรมเป็นครั้งแรกของดุสิต อินเตอร์ฯ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์แนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ใน 3 ด้าน ที่วางไว้ได้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประกอบด้วย การขยายการเติบโต การกระจายความเสี่ยง และสร้างความสมดุลให้ธุรกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทฯ ในระยะยาว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศการลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม (Mixed-use Project) บนที่ดินของโรงแรมดุสิตธานีเดิม

ทั้งนี้ มองว่า ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต จึงมั่นใจจะเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุนของกลุ่มดุสิตธานีได้เป็นอย่างดีในอนาคต

ที่สำคัญ กลุ่มดุสิตธานี มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว การเข้าลงทุนใน NRIP นั้น นอกจากจะสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคตแล้วยังสามารถต่อยอดในการผลิตสินค้าและอาหารที่ได้คุณภาพและมาตรฐานภายใต้แบรนด์ดุสิตให้ออกสู่ตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วย

ธุรกิจโรงแรมแข่งขันสูง-การเติบโตต่ำ

ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการโรงแรมมากว่า 20 ปีรายหนึ่ง กล่าวกับ www.362degree.com ว่า ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักๆ ของประเทศมีนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมเป็นจำนวนมาก ส่งให้การขยายตัวของโรงแรมและห้องพักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และด้วยโครงสร้างของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกลุ่มนี้นิยมโรงแรม ที่พัก ในระดับไฮเอ็นด์เป็นหลัก แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากโซนเอเชียเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาเที่ยวระยะสั้น นิยมโรงแรม ที่พัก ระดับกลาง และโรงแรมในกลุ่มราคาประหยัด

ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมก็หันมาลงทุนโรงแรมระดับกลางและโรงแรมราคาประหยัดมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ชัดเจนขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหลายไม่สามารถปรับขึ้นอัตราค่าห้องพักได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเร่งปรับด้วยการขยายฐานธุรกิจให้หลากหลายขึ้น เพราะลำพังธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียวนั้นถือว่าเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงสูงมาก

ทั้งนี้ เพราะไม่สามารถบริหารผลตอบแทนในแต่ละปีได้เพิ่มขึ้นมากนัก ที่สำคัญ หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศก็จะยิ่งทำให้ได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นไปอีก

และเชื่อว่า นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ “ดุสิตธานี” ที่มีรายได้จากธุรกิจโรงแรมสูงถึงราว 82-83% ต้องรีบปรับแผนยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อบาลานซ์ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในอนาคต

ธุรกิจอาหาร” หนุนทุนโรงแรมโต

อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขผลประกอบการของกลุ่มบริษัทฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มโรงแรมจะพบว่า บริษัทที่มีตัวเลขรายได้และกำไรในอัตราที่สูงนั้นล้วนมี “ธุรกิจอาหาร” เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตด้วยทั้งสิ้น

อาทิ กลุ่ม บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า หรือ เซ็นเทล ผลประกอบการในปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้รวม 20,345 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2559  แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจโรงแรม 9,357 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 46% เติบโตเพิ่มขึ้น 0.5% และธุรกิจอาหาร 10,987 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 54% เติบโตเพิ่มขึ้น 3.7%

และหากโฟกัสไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจท่องเที่ยว ยิ่งพบว่า ธุรกิจอาหารมีอัตราการเติบโตที่ 9.7% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมขยายตัวที่ 4.4% เท่านั้น

เช่นเดียวกับกลุ่ม ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” นั้นพบว่า ผลประกอบการในปี 2560 ที่ผ่านมา มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 58,644 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจโรงแรม 30,970 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 53% เติบโตเพิ่มขึ้น 12% ธุรกิจอาหาร 23,582 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 40%  เติบโตเพิ่มขึ้น 2% และที่เหลือมาจากธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิต

และถ้าโฟกัสเฉพาะไตรมาส 4 พบว่า ธุรกิจอารหาร มีอัตราการเติบโตถึง 20% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมขยายตัว 3% เท่านั้น

แต่เมื่อดูตัวเลขกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนหักภาษี) รวม 12,274 ล้านบาท พบว่า ธุรกิจโรงแรมมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ 8% ส่วนธุรกิจอาหารมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ 12%

ตัวเลขดังกล่าวนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “ธุรกิจอาหาร” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตที่สูง และแน่นอนแนว่า การขยับเข้าสู่ธุรกิจอาหารของกลุ่ม “ดุสิตธานี” ในครั้งนี้จะทำให้พอร์ตธุรกิจในอนาคตมีความแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน!