SJWD ส่งสัญญาณ Q2/67 เติบโตแข็งแกร่งจากแนวโน้มธุรกิจหลักและร่วมลงทุนฟื้นตัว

161

บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ หรือ SJWD ส่งซิกผลงานไตรมาส 2/2567 จะเติบโตแข็งแกร่งจากไตรมาสก่อนหน้า จากแนวโน้มการเช่าพื้นที่คลังสินค้าห้องเย็นที่เพิ่มขึ้นและคาดการณ์ธุรกิจที่เข้าลงทุนจะมีส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงเตรียมรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังจาก SCG Inter VN ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในเวียดนามและโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals หลังบอร์ดอนุมัติการลงทุนแล้ว คาดสร้างรายได้ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกทำรายได้รวม 6,288 ล้านบาท ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า และกำไรสุทธิ 164.1 ล้านบาท ย่อตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากรายการพิเศษทางบัญชีและธุรกิจที่ลงทุนมีส่วนแบ่งกำไรไม่เป็นไปตามที่คาดไว้

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2567 จะเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 6,199.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 129.3 ล้านบาท จากธุรกิจหลักที่บริษัทดำเนินกิจการและธุรกิจที่เข้าลงทุนมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีลูกค้าผู้ประกอบการเช่าพื้นที่เพื่อเก็บไก่สดเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2567 หลังจากที่มีการเบิกสินค้าออกจากคลังห้องเย็นในช่วงต้นปีนี้ เนื่องจากราคาเนื้อไก่ปรับที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และธุรกิจขนส่งสินค้าที่คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของปริมาณการขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ่านหิน, ซีเมนต์, วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเต็มไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 2/2567 เป็นต้นไป หลังจากเข้าลงทุนในบริษัท Swift Haulage Berhad หรือ SWIFT (สวิฟท์) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรชั้นนำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ANI ผู้นำธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบิน (GSA) ในภูมิภาคเอเชีย แล้วเสร็จช่วงปลายไตรมาส 1/2567 ส่วนการดำเนินงานของ Transimex ผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจรรายใหญ่ในเวียดนาม ซึ่งเป็นบริษัทที่ SJWD เข้าร่วมลงทุน คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าไตรมาสแรกของปีนี้จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวตามลำดับ ส่วนธุรกิจให้บริการจัดเก็บและบริหารยานยนต์คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในครึ่งปีหลังของปีนี้ จากการขยายบริการโลจิสติกส์สำหรับโรงงานของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนที่เตรียมเปิดดำเนินการโรงงานแห่งแรกในประเทศไทยภายในปีนี้

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติเข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัทเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล เวียดนาม จำกัด หรือ SCG International Vietnam Co.,Ltd. (SCG Inter VN) จากบริษัทเอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ใช้เงินลงทุนประมาณ 193 ล้านบาท คาดว่าบริษัทฯ จะทำธุรกรรมแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2567 และเริ่มรับรู้รายได้จาก SCG Inter VN ตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 เป็นต้นไป โดย SCG Inter VN ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์มากว่า 10 ปี มีเครือข่ายผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญการขนส่งทางรถ การขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนามและการขนส่งข้ามแดน ได้แก่ ไทย กัมพูชา สปป.ลาวและจีน อีกทั้งเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แก่ Long Son Petrochemicals โครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเวียดนามของ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) โดยคาดว่าในช่วงแรกบริษัทฯ จะรับรู้รายได้จาก SCG Inter VN ปีละ 1,000 ล้านบาท

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน SJWD กล่าวว่า ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2567 มีรายได้รวม 6,288.0 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 6,378.4 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ได้แก่ ธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า มีรายได้ 3,170.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 2,955.4 ล้านบาท ส่วนธุรกิจให้บริการจัดเก็บและบริหารสินค้า เช่น คลังสินค้าทั่วไป, บริการจัดเก็บและบริหารยานยนต์ มีรายได้ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตามคาดว่ารายได้จะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2–3 ของปีนี้ จากความต้องการจัดเก็บสินค้าและใช้บริการจากผู้ผลิตยานยนต์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในไตรมาสนี้มีการบันทึกรายการพิเศษทางบัญชี ประกอบกับธุรกิจที่บริษัทฯ เข้าลงทุนบางแห่งมีผลการดำเนินงานและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 164.1 ล้านบาท ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งหากไม่นับรวมผลจากรายการพิเศษดังกล่าว บริษัทฯ จะยังคงมีผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจหลักในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า