เปิดยุทธศาสตร์ KCG ภายใต้ผู้นำคนใหม่ “ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล” นำองค์กรก้าวสู่อนาคตอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ

361

‘บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น’ หรือ KCG เปิดตัว CEO คนใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์  “Transition Towards Sustainable Growth  สร้างองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมสู่อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง” กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาใน 2 มิติ ผ่านแผนธุรกิจ 7 แกนหลัก ทรานส์ฟอร์มองค์กรขับเคลื่อนเทคโนโลยี ดึงคนรุ่นใหม่เสริมทัพ ยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและโซลูชั่นบริการใหม่ สร้างความรื่นรมย์ของรสชาติพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ชู ‘KCG Logistics Park’ ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแบบครบวงจรแห่งใหม่และทันสมัย รับแผนขยายกำลังผลิตเต็มอัตราและขยายขอบเขตธุรกิจใหม่ ยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน

ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ  บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG ผู้นำธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และนำเข้าเนย ชีส และผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคชั้นนำจากทั่วโลกเปิดเผยว่า จากการวางยุทธศาตร์และกลยุทธ์การตลาดอย่างแข็งแกร่งและสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของปี 2566 สร้างสถิติเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทมายาวนาน 65 ปี โดยมีรายได้จากการขาย 7,157 ล้านบาท เติบโต 16.2% จากปีก่อนหน้า และทำกำไรสุทธิ 305.9 ล้านบาท เติบโต 26.9% จากปีก่อนหน้า โดยล่าสุดได้วางแผนงานเพื่อสานต่อความสำเร็จก้าวต่อไป ภายใต้วิสัยทัศน์  “Transition Towards Sustainable Growth” “สร้างองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมสู่อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง” โดยกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาใน 2 มิติ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Strategy) โดยยึดหลัก “Heart-driven – Expertise – Agile – Responsible – Teamwork”  ด้วยความเชื่อมั่นว่าพนักงานเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุสู่เป้าหมายสูงสุด

2. ยุทธศาตร์ทางธุรกิจ (Business Strategy) เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างอาณาจักรอาหารตะวันตก เนยและชีส ให้เติบโตมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อน 7 แกนหลัก ได้แก่ 

1.) มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ (Growth) โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ที่มีการวิจัยพัฒนาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ และการขยายตลาดในกลุ่มลูกค้าองค์กร ที่มีการนำเสนอสินค้าในรูปแบบองค์รวม หรือโซลูชั่น นอกจากนั้น ยังมองหาโอกาสเติบโตผ่านโมเดลการร่วมทุนควบรวม จนถึงการซื้อกิจการ (Merger & Acquistion) และการร่วมทุน (Joint Venture)

2.) การพัฒนาบุคลากร (People) ภายใต้แนวคิด ‘Digital Transformation Mindset’ เพื่อสร้างพลังงานในการทำงานให้กับพนักงานอย่างไร้ขีดจำกัด ยกระดับทักษะให้ดียิ่งขึ้นและเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ (Re-Skill และ Up-Skill) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน และมีการ Re Organization Struture ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เสริมคนให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเฟ้นหาบุคลากรคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

3.) การขับเคลื่ององค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี (Innovation Data & Tech) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างแม่นยำ ถูกต้อง ตลอดจนมีการพิจารณาการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่

4.) การขยายตลาดส่งออก (Export) ขยายกลุ่มสินค้าใหม่ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตในตลาดต่างประเทศ และขยายขอบเขตสู่ตลาดใหม่ๆ ผ่านตัวแทนจัดจำหน่าย โดยปัจจุบันมีการส่งออกไปทั่วโลกแล้ว 17 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ฯลฯ นอกจากนั้นจะมีการขยายช่องทางขายแบบ B2B หรือการขายโดยตรงสู่ผู้บริโภคให้มากขึ้น เพิ่มจากเดิมที่การส่งออกส่วนใหญ่เป็นการขายสู่องค์กร ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการขยายให้มากขึ้น

5.)  ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร (Supply Chain & Inventory) เพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บ และช่วยบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด

6.) ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ (Production& Automation) โดยมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีส ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ​โดยนำกระบวนการผลิตระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น

7.) การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Sustainable Development) บริษัฯ มุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมภายใต้กรอบ ESG ทั้งการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567 ลงอย่างน้อย 20% จากปี 2566 การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Recycle) การดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างบริเวณโรงงาน ตลอดจนดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าปรับระบบการขนส่งสินค้าด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้รถไฟฟ้าพลังงานสะอาด (EV Truck) โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 30%  ของจำนวนรถขนส่งทั้งหมด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน

ธวัช ธีระนุสรณ์กิจ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG กล่าวถึงเทรนด์อุตสาหกรรมอาหารว่า สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ที่ผ่านมา ได้สร้างอุบัติการณ์ใหม่ทางด้านโภชนาการอาหารทั่วโลก โดยพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งสร้าง 5 เมกะเทรนด์ในปี 2567 ได้แก่ 1. Health Beliefs เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย 2. Naturally Functional เทรนด์อาหารที่มีการพัฒนาสารเสริมเชิงหน้าที่จากธรรมชาติหรือมีการเติมวิตามินเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ 3. Weight Wellness เทรนด์อาหารสำหรับการดูแลรูปร่าง 4. Snackification เทรนด์นวัตกรรมอาหารว่างที่ทำให้สะดวกทานง่ายทุกที่และทุกเวลา  และ 5. Sustainability  เทรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลก

สำหรับแนวทางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในปี 2567-2572 บริษัทฯ วางกรอบการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพและบริการใหม่ตามเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและระดับโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถเจาะลึกถึงต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน รวมถึงการต่อยอดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งที่ทำจากนม (Dairy Products) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ได้ทำจากนม (Non-dairy) พร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและพันธมิตรบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างเหมาะสม  

ดนัย คาลัสซี รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส KCG กล่าวว่า หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ ได้ลงทุนสร้าง ‘KCG Logistics Park’ หรือศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแบบครบวงจร บนพื้นที่ 15 ไร่ ตามที่ประกาศไว้ใน IPO โดยนำเทคโนโลยีมาจัดเก็บผลิตภัณฑ์ของ KCG ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 อุณหภูมิ ทั้งระบบแช่แข็ง (Frozen) ระบบแช่เย็น (Chill)   และแบบอุณหภูมิห้อง (Ambient) มาใช้ ทำให้สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีสมีความสดใหม่ และนำเทคโนโลยีระบบ VMI (Vendor Managed Inventory) มาใช้เพื่อควบคุมระดับสต็อกและการส่งสินค้าให้ทันเวลาตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฟสแรกคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้  

นอกจากนี้ ในด้านการผลิตได้มีการขยายกำลังผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีสในรูปแบบห่อเดี่ยว (Individually Wrapped Processed Cheese Slices หรือ IWS) เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,106 ตันต่อปี เป็น 4,212 ตันต่อปี ไปเรียบร้อยแล้วในเดือนตุลาคมปี 2566 และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเนยจากเดิม 18,000 ตันต่อปี เป็น 23,000 ตันต่อปี คิดเป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นราว 30-40% ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2568