TBN สุดสตรอง!!! ปี 66 กำไรโต 114% โกยรายได้กว่า 438 ลบ. แจกปันผลอีก 0.14 บ./หุ้น

411

“บมจ.ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น หรือ TBN” โชว์งบปี 2566 สุดสตรอง โกยกำไรสุทธิอยู่ที่ 76.10 ลบ. เติบโต 114% จากงวดเดียวกันของปีก่อน กวาดรายได้จากการให้บริการ 438.45 ลบ. โต 22%  จากงานพัฒนาระบบดิจิทัลและงานบริการให้คำปรึกษา เพิ่มขึ้นจากโครงการลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ พร้อมเคาะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังอีกหุ้นละ 0.14 บาท ด้าน “ปนายุ ศิริกระจ่างศรี” แม่ทัพใหญ่  เผยทิศทางธุรกิจปี 2567 โตต่อเนื่อง จาก Backlog ล่าสุดอยู่ที่ 224 ลบ. ซึ่งยังไม่รวมรายได้ที่เป็น Recurring Income และมีโครงการที่อยู่ระหว่างประมูลหรือเจรจาอีกราว 262 ลบ. คาดช่วยหนุนผลงานบริษัทโต นอกจากนี้ จ่อเปิดตัวแพลตฟอร์มตัวแทนจำหน่ายประกันในไตรมาส 2 ปีนี้ พร้อมตั้งเป้าเปิดตัวแพลตฟอร์มอีกไม่น้อยกว่า 4-5 แพลตฟอร์ม ในปี 2567

ปนายุ ศิริกระจ่างศรี 

ปนายุ ศิริกระจ่างศรี  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN ผู้นำด้านเทคโนโลยี Mendix Low-Code ที่มีประสบการณ์มากที่สุดในเอเชีย เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 76.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.53 ล้านบาท หรือ 114% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 35.56 ล้านบาท  มีรายได้จากการให้บริการ 438.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 77.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22% โดยรายได้กลุ่มงานพัฒนาระบบดิจิทัลและงานบริการให้คำปรึกษา เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า 23.16 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% ขณะที่งานบำรุงรักษาระบบและงานด้านเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 53.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% และรายได้อื่นๆเพิ่มขึ้น 11%

โดยรายได้จากการให้บริการของกลุ่มงานพัฒนาระบบดิจิทัล และงานบริการให้คำปรึกษาของบริษัท มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนโครงการจากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ทั้งนี้ บริษัทมีสัดส่วนรายได้สม่ำเสมอ (Recurring Income) ในปี 2566 อยู่ที่ 55% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปี 2565 

“ผลประกอบการในปี 2566 ออกมาเป็นที่น่าประทับใจทั้งรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นและสามารถควบคุมต้นทุนในการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดีขึ้น ประกอบกับดอกเบี้ยจ่ายลดลง จากการลดลงของเงินกู้ยืม และจากการลดลงของค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ทำให้ในงวดนี้บริษัทประหยัดภาษีได้ประมาณ 4.19 ล้านบาท ซึ่งทำให้อัตราภาษีลดลงจาก 20% เหลือ 15%” ปนายุ กล่าว

โดย ณ สิ้นปี 2566 กลุ่มบริษัทฯมีโครงการระหว่างดำเนินการที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) มูลค่างานประมาณ 224 ล้านบาท โดยรับรู้รายได้ราว 158 ล้านบาท ภายในปี 2567 นี้ และที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปีถัดไป  ซึ่งยังไม่รวมรายได้ประจำ (Recurring Income) และโครงการที่อยู่ระหว่างประมูลอีกราว 262 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสได้งานสูง ทั้งนี้บริษัทยังได้อนิสงส์จาก BOI ในการลดภาษีในปี 2567 ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตราภาษีลดลงจาก 20% เป็นประมาณ 11%

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดจากผลการดำเนินงานปี 2566 โดยบริษัทฯได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนหลัง สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 ให้จ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.14 บาท  วันกำหนดสิทธิผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 10 พฤษภาคม 2567  และกำหนดการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ทั้งนี้การกำหนดสิทธิดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน ต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 ในวันที่ 29 เมษายน 2567 นี้

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2567 ประเมินว่ายังมีการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง บริษัทฯ มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทในรูปแบบไวท์ เลเบล (White Label) หรือ เทมเพลต (Templatize) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงการพัฒนาโครงการ ช่วยลดเวลาและต้นทุนค่าแรงของการพัฒนา ในเบื้องต้นบริษัทวางแผนที่จะพัฒนาระบบ Intelligent Process Automation, Insurance Agent Platform และ Insurance Broker Platform เป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มบุคลากรด้านดิจิทัลประมาณ 10% เพื่อรองรับกับโครงการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการขยายทีม High Code เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Low Code ได้อย่างไร้รอยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพหรือปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีแผนที่จะขยายบุคลากรด้านการขายเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมใหม่และส่งเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ไปในฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น

อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาการลงทุนและเป็นพันธมิตรในบริษัทอื่นๆเพิ่ม เสริมสร้างกลยุทธ์และต่อยอดทางด้านธุรกิจ โดยบริษัทมุ่งเน้นที่ธุรกิจที่จะส่งเสริมและสร้าง Synergy ระหว่างกัน ทั้งในส่วนของ Low Code และผลิตภัณฑ์อื่นๆ