SCG HOME Experience ครบรอบ 15 ปี ทุ่ม 20 ล้านบาท ปรับโฉมโซนใหม่ตามเทรนด์

572

เอสซีจี โฮม เอ็กซพีเรียนซ์ เปิดฉากสู้ศึกปีมังกร ส่งกลยุทธ์หลัก ‘ขับเคลื่อนบริการเรื่องบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น’ รองรับดีมานด์ขยายตัว จ่อทุ่มเม็ดเงิน 20 ล้านบาท ปรับโฉมและจัดแคมเปญทางการตลาดกระตุ้นกำลังซื้อ หลังประสบความสำเร็จในปี 66 กำไรจากการดำเนินงานโต 190% ตั้งเป้ายอดขายปีนี้เติบโตกว่า 30% รุกตลาดกลุ่มสินค้าและนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยของผู้สูงวัย ตอบโจทย์เทรนด์ Aging Society ยกระดับสู่ Care Living Destination ผสานการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกอย่างยั่งยืนด้วย ESG Model 

ธัญญ์กวิน บุดดีมี

ธัญญ์กวิน บุดดีมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ SCG HOME Experience ในปี 2566 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามแผนงาน ส่งผลให้อัตราการเติบโตของรายได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 5% และมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 190% ซึ่งในปี 2567 บริษัทได้วางกลยุทธ์ ‘ขับเคลื่อนบริการเรื่องบ้าน เพื่อให้การอยู่อาศัยของคนไทยยิ่งดีขึ้น’ ตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นเพื่อนคู่คิดในการทำบ้าน ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบบ้าน สินค้า และบริการพร้อมติดตั้ง มุ่งเน้นส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดสำหรับทุกภารกิจเรื่องบ้าน ในฐานะร้านต้นแบบค้าปลีกของเอสซีจี โดยเตรียมงบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมทางการตลาดและการปรับปรุงพื้นที่นำเสนอสินค้าและนวัตกรรม ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ Young Owner, Family Giver, Active Aging, Technology and Innovation และ Home Expert โดยปีนี้บริษัทเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นตามเทรนด์ Aging Society

“ปัจจุบันผู้คนเตรียมความพร้อมในการดูแลที่อยู่อาศัยของตัวเองมากขึ้นเพื่อรองรับช่วงวัยเกษียณ ขณะที่แนวโน้มของกลุ่มผู้สูงอายุในไทยเพิ่มขึ้นในทุกปี ผู้สูงอายุไม่ใช่คนแก่อีกต่อไป อายุที่แตกต่างกันความต้องการต่างกัน พฤติกรรมต่างกัน รวมถึงทัศนคติก็ต่างกัน SCG HOME Experience จึงแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มสีเขียว ยังแอฟทีฟอยู่ ร่างกายยังไหว ดูแลสุขภาพ และชอบหากิจกรรมนอกบ้านกับเพื่อน กลุ่มสีเหลือง เริ่มต้องมีคนดูแล ไปไหนไม่ค่อยสะดวกจึงมักมีพฤติกรรมติดบ้าน กลุ่มสีแดง เริ่มมีปัญหาสุขภาพ ต้องนอนติดเตียง เคลื่อนไหวค่อนข้างลำบาก ซึ่งเรามองเห็นโอกาสในการพัฒนาบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย ‘Care Living Solution’ ตั้งแต่การให้บริการคำปรึกษาเพื่อปรับปรุงพื้นที่เดิมให้อยู่อย่างปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ ทำให้บ้านควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนในครอบครัว ซึ่งในอดีตอาจเป็นเพียงบ้านเฉพาะบ้านผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพด้าน well-being เริ่มมีมากขึ้น และตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างมหาศาล เราจึงเลือกทำตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น และพยายามสร้างที่นี่ให้ลูกค้าจดจำความเป็น Care Living Destination ที่ทุกคนต้องนึกถึงเรา” ธัญญ์กวิน กล่าว

ขณะที่เป้าหมายการเติบโตในปีนี้ บริษัทคาดการณ์อัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ประมาณ 30% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมาจากแผนเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตสินค้าเกี่ยวกับบ้าน การขยายพื้นที่ให้บริการของเอสซีจีและคู่ธุรกิจ ในกลุ่มโซลูชันเป็นหลัก ได้แก่ หลังคา งานปรับปรุงภายนอก กลุ่มวัสดุประตู หน้าต่าง ส่วนกลุ่มโซลูชันที่บริษัทคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นและสร้างความแตกต่างจะอยู่ในกลุ่ม Care Living Solution และ Smart Living Solution ที่สอดรับกับแนวโน้มในปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทฯ มุ่งเน้นยกระดับการให้บริการที่เหนือระดับแบบ Best-In-Class Experience ผ่าน 3 หลักการบริหาร EPS ได้แก่ พนักงาน (Employees) ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจให้ความสำคัญการดูแลเรื่องสวัสดิการ การเติบโตของอาชีพให้มั่นคง สร้างพันธมิตรโอกาสเติบโต (Partnership) เพราะธุรกิจไม่สามารถเติบโตไปตลอดได้เพียงคนเดียว บริษัทได้วางกลยุทธ์จับมือกับพาร์ทเนอร์ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มพัฒนาอสังหาฯที่อยู่อาศัย และพันธมิตรที่ชำนาญด้านการให้ความรู้เรื่องบ้านและเทรนด์การอยู่อาศัย เพื่อเสริมทัพเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แข็งแกร่งขึ้น และบริการที่เป็นเลิศ (Service Excellence) เน้นบริการด้วยความรู้ที่ถูกต้อง ส่งมอบบริการด้วยความจริงใจ โดยลงทุนสร้างแผนพัฒนาการทักษะความรู้ของพนักงานเพื่อเป็น Home Expert Partner ที่ดี พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้บริการยกระดับมาตรฐานบริการติดตั้งร่วมกับพันธมิตร ตั้งเป้าเพื่อลดมูลค่าการเคลมและข้อร้องเรียนจากลูกค้า

“กลยุทธ์สำคัญที่สร้างความแตกต่างและขับเคลื่อนแผนให้ได้ตามเป้าหมาย คือการสร้างให้สัมผัสประสบการณ์จริงแบบ Real Touch Point นี่จะเป็นข้อได้เปรียบนึงของการทำร้านค้าปลีก เพราะเรื่องบ้านเป็นสิ่งที่สะท้อนความสุขของคนอยู่อาศัยซึ่งทุกคนจะสร้างหรือปรับปรุงบ้านไม่บ่อยในหนึ่งช่วงชีวิต ดังนั้นปีนี้บริษัทจึงได้ทุ่มเงินลงทุนเพื่อจำลองแบบการอยู่อาศัยใหม่ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยทั้งปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพประกอบการตัดสินใจ”  ธัญญ์กวิน กล่าว

สำหรับการปรับปรุงพื้นที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซน Care Living Solution เน้นการจำลองการอยู่อาศัยตามหลัก Universal Design สะท้อนถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้สูงวัยในแต่ละช่วงพร้อมจำลองสินค้า และการออกแบบตามสรีระศาสตร์เพื่อสุขภาวะที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมจับมือกับพันธมิตรอย่าง BAEUN by SCG เพื่อรองรับการรีโนเวทบ้านทั้งหลัง Doodeco บริการตกแต่งภายใน Chivit-D by SCG มานำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตของลูกค้ามากขึ้น โซน Smart Living Solution นำเสนอบริการแบบครบวงจรตั้งแต่การออกแบบวางระบบ พร้อมบริการติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ ภายในโซนจะมีการจัดแพคเกจให้ลูกค้าทราบงบประมาณเบื้องต้น เพิ่มฟังก์ชันในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ได้เอง โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มสมาร์ท เช่น Smart Energy ระบบที่ช่วยให้บ้านประหยัดพลังงาน เช่น SCG Solar Roof Solutions บ้านที่ต้องการระบบ EV Charger เนื่องจากเทรนด์ที่คนมาใช้รถ EV เพิ่มมากขึ้น , Smart Security ระบบรักษาความปลอดภัยที่ทุกบ้านจำเป็นต้องมี, Smart Lighting ระบบไฟอัตโนมัติควบคุมการใช้งานตามความต้องการ และ Smart Care ระบบเพิ่มเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสำหรับบ้านที่ต้องการดูแลผู้สูงอายุ ในกลุ่มนี้ยังขยายไปยังกลุ่ม Smart Health เพื่อในการอยู่อาศัยปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและโซน Acoustic Solution & Home Décor กับห้องตัวอย่างที่โชว์การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ช่วยลดเสียงสะท้อน เสียงก้องและนำเทคโนโลยี Smart Gadget เข้ามาประกอบการใช้งานให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์จริง 

           ธัญญ์กวิน กล่าวว่า “บริษัทฯในฐานะค้าปลีกต้นแบบของ SCG ยังให้ความสำคัญต่อการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยยึดหลัก ESG Model ที่ผ่านมาบริษัทลงทุนเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน ด้วยการติดตั้งหลังคาโซลาร์รูฟ ขนาด 400 kWh. สามารถลดค่าไฟฟ้าภายในร้านได้ราว 29% ต่อปี เสมือนช่วยลดการปล่อยก๊าซก๊าซคาร์บอนได้ถึง 134 ตันต่อปี ติดตั้งสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำทั้งอาคาร ขณะเดียวกันได้ดำเนินการเรื่อง Waste Management ผ่านการตั้งจุดคัดแยกขยะ พร้อมทั้งจัดกิจกรรม Upcycling Think เพื่อโลกเพื่อส่งผ่านแนวความคิดรักษ์โลกในการแปลงวัสดุเหลือใช้มาเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ไม่เกิดขยะล้นโลก ส่งต่อไปยังกลุ่มผู้บริโภคโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และบริษัทให้ความสำคัญแก่การลดความเหลื่อมล้ำด้วยการส่งมอบงานบริการเรื่องการติดตั้งงานในบ้านให้แก่ช่างหรือพาร์ทเนอร์ในเครือข่ายของบริษัท สร้างโอกาสและความเป็นธรรม สนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งทั้งหมดนี้บริษัทยังคงเดินหน้าและมุ่งมั่นในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2567 และเร็วๆนี้จะได้เห็น ESG Iconic collab with K.Wishulada ศิลปินผู้สร้างประติมากรรมจากขยะ ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ภายใต้คอนเซ็ปต์ Secret in the Backyard ที่ถ่ายทอดความสุข แก่ลูกค้าทุกคนที่มีแนวคิดรักษ์โลกร่วมกัน”