แกร็บ เดินหน้าพันธกิจสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้สังคม ผนึก 7 พันธมิตร เดินหน้าโครงการ “Grab EV” 

951

เข้าปลายปี เราก็คงต้องกลับมาพูดถึงสถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 กันทุกๆ ปี ซึ่งหนึ่งสาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่นควันพิษ ก็คงต้องมองไปที่การจราจรบนท้องถนน และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความนิยมในการสั่งอาหาร ส่งผลให้รถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัญหานี้เป็นความตระหนักของแกร็บ ประเทศไทย ที่มีภารกิจสำคัญในการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีให้กับสังคมไทย

และหนึ่งในความพยายามคืนสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับท้องถนนในเมืองไทย แกร็บ ประเทศไทย ได้เปิดตัวความร่วมมือกับ 7 พันธมิตรที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า มาร่วมในโครงการ  “Grab EV-LUTION เปลี่ยน…เพื่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อผลักดันเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บให้ได้ 10% ภายในปี 2569 

วรฉัตร ลักขณาโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมถือเป็นประเด็นระดับโลกที่ทุกภาคส่วนตื่นตัวและให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้ การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่หลายองค์กร ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน กำลังผลักดันและมีส่วนร่วมเพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและขนส่ง แกร็บตระหนักถึงบทบาทในการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในทุกประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้คนในวงจรธุรกิจมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยได้ประกาศเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจนในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความยั่งยืนภายใต้แนวคิด Triple Bottom Line สำหรับในประเทศไทย แกร็บได้ส่งเสริมและผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ ‘Grab EV’ ที่มุ่งส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์คนขับ-ผู้จัดส่งอาหารหันมาใช้รถ EV เพื่อให้บริการ โดยตั้งเป้าให้มีจำนวนผู้ใช้รถ EV ให้ได้ 10% ของพาร์ทเนอร์ทั้งหมดภายในปี 2569”

“แม้ปัจจุบันจะมีพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บให้ความสนใจและต้องการเปลี่ยนมาใช้ EV สูงถึง 85%1  แต่ยังคงมีหลายปัจจัยที่ถือเป็นข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็น ราคารถที่ค่อนข้างสูง สมรรถนะของรถที่ไม่ตอบโจทย์การให้บริการ รวมถึงระบบโครงสร้างและสถานีชาร์จที่อาจยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้น แกร็บจึงได้ผนึกความร่วมมือกับ 7 พันธมิตรในแวดวง EV ซึ่งประกอบด้วย Rever Automotive, H SEM Motor, STROM, Swap & Go, Auto Drive EV, EV Station PluZ, และ Moove เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนโครงการ Grab EV ให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดตัว 2 โปรแกรมใหม่ ‘ผ่อนขับรับรถ’ และ ‘เช่าครบจบบนแอป’ ที่จะช่วยปลดล็อกและทำให้พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บสามารถเข้าถึง EV ได้ง่ายขึ้น” 

 ด้าน เมธิณี อนวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารพาร์ทเนอร์คนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “แกร็บเริ่มทดลองทำโครงการนำร่องเพื่อส่งเสริมการใช้ EV ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2563 โดยได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานและความต้องการของพาร์ทเนอร์คนขับมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้าใจอินไซต์ของผู้ใช้งานจริง ตลอดจนปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ และพยายามใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ในการพัฒนาโครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมการเข้าถึง EV ในกลุ่มพาร์ทเนอร์คนขับให้มากขึ้น โดยปัจจุบันแกร็บทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่าย EV  ผู้ให้บริการสถานีชาร์จและระบบบริหารจัดการชาร์จแบตเตอรี ตลอดจนสถาบันการเงิน เพื่อแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของพาร์ทเนอร์คนขับให้เหมาะสมที่สุด อาทิ  การพัฒนาฟังก์ชันและคุณสมบัติของ EV ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับรูปแบบการให้บริการ การระบุตำแหน่งสถานีชาร์จหรือจุดสลับแบตเตอรีในบริเวณที่มีผู้ใช้บริการหรือพาร์ทเนอร์คนขับหนาแน่น เป็นต้น” 

นอกจากนี้ เพื่อทลายข้อจำกัดในด้านการเงินซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงรถ EV แกร็บยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลักในการพัฒนา 2 โปรแกรมใหม่ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับพาร์ทเนอร์คนขับ นั่นคือ  

โปรแกรม “ผ่อนขับรับรถ” (Drive-to-Own): ซึ่งแกร็บเตรียมผนึกความร่วมมือกับ Moove ผู้ให้บริการด้านสินเชื่อยานยนต์ และ Rever Automotive ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BYD เพื่อเปิดโอกาสให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้ให้บริการรับส่งผู้โดยสารได้โดยไม่ต้องใช้ประวัติทางการเงิน แต่จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากประวัติในการให้บริการกับแกร็บ โดยความพิเศษของโปรแกรมสินเชื่อที่มีระยะเวลาผ่อนนานสูงสุด 72 เดือนนี้คือ พาร์ทเนอร์คนขับไม่ต้องวางเงินดาวน์ และสามารถผ่อนจ่ายได้แบบรายวันผ่านการหักรายได้จากการให้บริการในแต่ละวัน เพียงวันละ 700 บาท  นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เสริมอื่นๆ อาทิ ฟรีค่าซ่อมบำรุงรถ รวมถึงครอบคลุมการทำประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพและประกันชีวิตให้กับพาร์ทเนอร์คนขับ ทั้งนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มเปิดให้พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บสามารถจองรถยนต์ไฟฟ้าจาก BYD ได้ในได้ในช่วงต้นปี 2567 และคาดว่าจะทำให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 5,000 คันภายในปี 2568 

โปรแกรม “เช่าครบจบบนแอป” (End-to-end EV Bike rental): โดยแกร็บได้ผนึกความร่วมมือกับ 3 ผู้ผลิตชั้นนำรถยนต์ และผู้นำแพลตฟอร์มสลับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า อันได้แก่ STROM, H SEM Motor และ Swap & Go เพื่อให้บริการเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับที่ให้บริการจัดส่งอาหารผ่าน GrabFood จัดส่งพัสดุผ่าน GrabExpress หรือรับส่งผู้โดยสารผ่าน GrabBike โดยมีอัตราค่าเช่าเริ่มต้นเพียง 125 บาทต่อวัน พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ การสลับแบตเตอรีได้ไม่จำกัดรอบตลอด 24 ชั่วโมง การจัดหาอุปกรณ์เสริมให้ เช่น ตะแกรงท้าย ที่วางโทรศัพท์มือถือ และสายชาร์จแบตเตอรีสำหรับชาร์จไฟที่บ้านหรือที่สถานี การจัดหารถสำรองให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงสนับสนุนค่าบำรุงรักษารถ การทำประกันรถยนต์ชั้น 3+ พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลให้คำแนะนำตลอดการใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยคาดว่าโปรแกรมนี้จะช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บสามารถเข้าถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของทั้งสามพันธมิตรหลักได้กว่า3,000 คันภายในปี 2567 

วรฉัตร กล่าวต่อว่า เป้าหมายด้าน ESG ของแกร็บ เป็นเป้าหมายที่ต้องเกิดได้จริง โดยเฉพาะกับ Ecosytem ของแกร็บ ที่จะเกิดผลดีกับทั้งไรเดอร์คนขับ  ร้านค้า และผู้บริโภค โดยโปรแกรมที่นำเสนอทั้ง 2 โปรแกรมนี้  ไม่ได้ช่วยให้ผู้ขับมีรายได้เพิ่มขึ้น และแกร็บไม่ได้มีรายได้เพิ่ม หากแต่เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของไรเดอร์ ผู้ขับรถ โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ถึงปัจจุบันมีไรเดอร์เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ราย สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้มากกว่าครึ่งที่เคยจ่ายเมื่อครั้งขับรถเติมน้ำมัน   ซึ่งแกร็บ ประเทศไทย วางเป้าหมายให้พาร์ทเนอร์คนขับของแกร็บ สามารถเข้าถึงรถ EV ได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 คัน ภายในปี 2568  โดยหาก 2 โปรแกรมนี้ประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ ก็มีแผนจะขยายไปสู่หัวเมืองใหญ่ พัทยา ภูเก็ต ขอนแก่น และเชียงใหม่ต่อไป