เมย์แบงก์เผยมุมมองการเลือกตั้งรอบใหม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย เผย 4 กลุ่มเด่นแนวโน้มปรับตัวขึ้น

134

บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) หรือ MST ผู้นำด้านการลงทุน ถือหุ้นโดย เมย์แบงก์ ธนาคารอันดับ 1 ของมาเลเซีย วิเคราะห์ปัจจัยการเลือกตั้งรอบใหม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมาก โดยตลาดหุ้นมีความคาดหวังเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น สถิติชี้ SET ปรับตัวขึ้นเด่น 3 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง (Election Rally)ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย +3.4% และยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย +5.3% มองหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวในประเทศมีโอกาสปรับตัวขึ้นเด่น ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร สื่อและสิ่งพิมพ์ ค้าปลีก และอาหาร 

นักวิเคราะห์จากเมย์แบงก์ประเมินโอกาสที่จะเกิดการยุบสภาในเดือนมีนาคม ก่อนสภาฯ จะครบกำหนดวาระในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ สส. มีระยะเวลาในการย้ายพรรคได้ทัน รวมทั้งมีช่วงเวลาในการหาเสียงมากยิ่งขึ้น โดยคาดวันเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ทั้งนี้ การเมืองถือเป็นประเด็นที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนเป็นอย่างมาก โดยตลาดหุ้นมักจะมีความคาดหวังเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงถัดไป โดยหากพิจารณาสถิติย้อนหลังในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีการเลือกตั้งสำคัญ 5 ครั้ง (ปี 2544-2562) พบว่า SET ปรับตัวขึ้นเด่น 3 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง (Election Rally) ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย +3.4% และยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย +3.4% (โอกาสความน่าจะเป็น 60%) และภายหลังการเลือกตั้ง 1 เดือน พบว่า SET มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง +5.3% ท่ามกลางโอกาสความน่าจะเป็นที่ SET จะปรับตัวขึ้นต่อสูงถึง 80% หลังการเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตามคงต้องพิจารณาถึงขั้วการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเป็นสำคัญ 

หากพิจารณาในรายอุตสาหกรรมจะพบว่ากลุ่มที่อิงกับการฟื้นตัวในประเทศจะปรับตัวขึ้นเด่นในช่วงการเก็ง Election Rally ซึ่งก็สะท้อนถึงความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายของภาครัฐฯที่จะไล่เรียงออกมาในช่วงถัดไป โดยจากสถิติพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มักจะปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงก่อนการเลือกตั้งได้แก่ กลุ่มสื่อสาร, สื่อและสิ่งพิมพ์, ค้าปลีก และอาหาร โดยแนะนำหุ้นที่น่าสนใจ ดังนี้  ADVANC (เป้าหมาย 240 บาท) COM7 (เป้าหมาย 40.3บาท) PLANB (เป้าหมาย 10.7 บาท) TU (เป้าหมาย 21.8 บาท) 

หลายอุตสาหกรรมมีการเก็งกำไรก่อนเลือกตั้ง

หากพิจารณาในรายกลุ่มอุตสาหกรรมจะพบว่า กลุ่มที่มักถูกแรงเก็งกำไรส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับหุ้นที่อิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่พรรคการเมืองต่างๆ หยิบยกขึ้นมาเป็นปัจจัยเพื่อเรียกคะแนนเสียงให้มากยิ่งขึ้น

สถิติของการเลือกตั้งสำคัญ 5 ครั้ง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ขยับขึ้นเด่นในช่วง 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นำโดย กลุ่มสื่อสาร (+8.6%), กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (+7.3%), กลุ่มค้าปลีก (+6.4%), กลุ่มอาหาร (+5.6%) ส่วนกลุ่มที่มักปรับตัวขึ้นเด่น ภายหลังการเลือกตั้ง เช่น กลุ่มไฟแนนซ์, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มสื่อสาร, กลุ่มธนาคาร, กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่สถิติบ่งชี้ว่ามักไม่ตอบรับเชิงบวกกับการเลือกตั้ง เช่น กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งอาจเป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจโลกมากกว่า

4 อุตสาหกรรม คาดปัจจัยบวกหนุนราคาขึ้น

กลุ่มสื่อสาร การเติบโตเฉลี่ย CAGR 5 ปีของรายได้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทั้งอุตสาหกรรมในช่วงปี 60-65 อยู่ที่ -0.3% เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัว ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิดและโครงสร้างตลาดแบบมีเพียงสองผู้เล่นหลัก ทำให้เราคาดการณ์ CAGR ช่วงปี 65-70 อยู่ที่ 2.9% สำหรับรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่งผลให้รายได้จากบริการหลักของอุตสาหกรรมเติบโตเฉลี่ย 4.1% ในช่วง 5 ปีดังกล่าว

หุ้นเด่นที่น่าสะสม : ADVANC, JMART

กลุ่มค้าปลีก มีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกสำหรับปี 2566 จากแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคซึ่งจะถูกผลักดันจาก การเลือกตั้ง การเดินทางออกนอกบ้านมากขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค คาดอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในกลุ่มค้าปลีกส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นในปี 2566 ตามการเติบโตของยอดขาย การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง แรงกดดันด้านต้นทุนคาดว่าจะผ่อนคลายลง หนุนกำไรเติบโตได้ในเกณฑ์ดี

หุ้นเด่นที่น่าสะสม : COM7, CRC, CPALL, HMPRO

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ คาดเติบโตดีขึ้นสอดคล้องกับการบริโภคที่ฟื้นตัว ผสานแรงหนุนเพิ่มเติมจากการเลือกตั้ง โดยเรายังคงเชื่อว่าปีนี้สื่อประเภท สื่อนอกบ้าน (Out of home media) ยังเป็นสื่อที่มีการเติบโตได้เด่นกว่าสื่อประเภทอื่น จากทั้งความต้องการที่สูงขึ้น ขณะที่ capacity ใหม่ (จำนวนป้าย) ยังไม่ได้มีแผนขยายเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่แผ่วลง จะมีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะตึงตัว หนุนผลประกอบการในกลุ่มนี้ยังมีทิศทางปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

หุ้นเด่นที่น่าสะสม : PLANB

กลุ่มอาหาร ยังมีแนวโน้มเติบโตจากการอุปโภคบริโภคที่ฟื้นตัว จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลง การส่งออกเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศของหลายๆ ประเทศ และปัญหาด้านขนส่งเริ่มคลี่คลาย โดยยอดขายของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากการเปิดเมืองและมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ การเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าเข้าร้าน Modern trade มาตรการช้อปดีมีคืน 2566 จะช่วยกระตุ้นการอุปโภคบริโภค

หุ้นเด่นที่น่าสะสม : TU, SNNP, SAPPE

นักลงทุนที่สนใจรับคำปรึกษาด้านการลงทุนจากมืออาชีพระดับโลก สามารถติดต่อเปิดบัญชีกับเมย์แบงก์ได้แล้ววันนี้ที่ App Maybank Invest หรือ ติดต่อได้ที่ 02 658 5050