STARK พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ 2 ชุด ชูดอกเบี้ย 3.50% และ 3.90% ต่อปี เปิดจองซื้อ 30 ส.ค.-1 ก.ย.64

244

บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK พร้อมเสนอขายหุ้นกู้ 2 ชุด อายุ 2 ปี และ 3 ปี  ชูอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% และ 3.90% ต่อปี ฟากทริสเรทติ้งจัดอันดับความน่าเชื่อถือบริษัท “BBB+” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” เริ่มเปิดจองซื้อ 30 ส.ค.-1 ก.ย.64 ให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ เสนอขายหุ้นกู้ผ่าน 5 สถาบันการเงินชั้นนำ เดินหน้าระดมทุนต่อยอดธุรกิจ มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ล 

ประกรณ์ เมฆจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ผู้นำด้านการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมพร้อมเสนอขายหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2564 โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 2 ชุด แบ่งเป็น หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุหุ้นกู้ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.50% และหุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุหุ้นกู้ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% กำหนดชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ 

สำหรับหุ้นกู้ STARK เปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2564 แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ผู้ออกหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 อยู่ที่ระดับ “BBB+” แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงตำแหน่งผู้นำของบริษัทในธุรกิจผลิตสายไฟฟ้าในทวีปเอเชีย ทั้งนี้จะเสนอขายหุ้นกู้ผ่าน 5 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ 

  • ธนาคารยูโอบี  จำกัด (มหาชน) – เสนอขายเฉพาะต่อผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น   
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 02-888-8888 กด 819 โดยบุคคลธรรมดาจองซื้อทางออนไลน์ผ่านhttps://www.kasikornbank.com/kmyinvest (ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) 
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) 1428 กด#4   
  • บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) โทร. 02-658-5050   
  • บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอเชีย เวลท์ จำกัด โทร. 02-207-2113 

    สำหรับวัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ บริษัทฯ จะใช้ชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินหรือบริษัทในกลุ่ม รวมถึงใช้ชำระคืนตั๋วแลกเงินและหุ้นกู้ของบริษัทในกลุ่ม และ/หรือ เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจของบริษัทฯ  

    อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เชื่อว่าการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งแรกครั้งนี้ จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลมามากกว่า 50 ปี มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัยในระดับโลก ทำให้เป็นที่ยอมรับทั้งในภูมิภาคและทั่วโลกกว่า 40 ประเทศ ประกอบกับในปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้นักลงทุนต้องการลงทุนในหุ้นกู้เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว และถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก 

    โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ วางแผนงานและกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเป้าหมายมุ่งสู่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลขึ้นสู่ระดับ Top Ten ของโลก จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 14 สะท้อนให้เห็นว่า STARK เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสายไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง 

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STARK กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทฯ คือการลงทุนเข้าซื้อกิจการ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งตลอดในช่วงปี 2562-2563 โดยหลังจากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 แล้ว บริษัทฯ ได้เดินหน้าเข้าซื้อกิจการเพื่อต่อยอดการเติบโต ส่งผลทำให้สินทรัพย์ของบริษัทฯ เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเพิ่มขึ้นเป็น 2.73 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 จากเดิมอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2562 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำธุรกิจผลิตสายไฟฟ้าและยังเดินหน้าเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจ  

    นอกจากนี้ การซื้อกิจการของบริษัทผู้ผลิตสายไฟฟ้าในประเทศเวียดนามยัง ช่วยเสริมให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯมีความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยขยายขนาดของธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งยังช่วยเพิ่มความหลากหลายด้านโรงงานผลิตและฐานการตลาดอีกด้วย ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของอุปสงค์ด้านสายไฟฟ้าในประเทศเวียดนามนั้น มีทิศทางที่ดี หลังจากที่ได้ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 10-11% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

    ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโรงงานผลิตสายไฟฟ้าในประเทศไทยและประเทศเวียดนามโดยมีกำลังการผลิตรวมกันสำหรับสายไฟฟ้าชนิดตัวนำทองแดงมากกว่า 130,000 เมตริกตัน และสำหรับสายไฟฟ้าชนิดตัวนำอลูมิเนียมมากกว่า 100,000 เมตริกตัน ซึ่งทำให้สามารถผลิตสายไฟฟ้าที่มีความหลากหลายที่สุดในบรรดาผู้ผลิตสายไฟฟ้าในประเทศไทย ตั้งแต่สายไฟฟ้าเปลือย สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ไปจนถึงสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ และบริษัทฯ ถือเป็นผู้ผลิตในประเทศเพียงรายเดียวที่สามารถผลิตสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษซึ่งมีแรงดันมากกว่า 230 กิโลโวลต์ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของ STARK ในการซื้อกิจการจึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าในต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจผลิตสายไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าอีกด้วย