“MTL Trusted Lifetime Partner” เมืองไทยประกันชีวิต ปรับทิศธุรกิจสู่ความยั่งยืน

664

บทบาทของการประกันที่ทุกคนรู้กันดี คือการคุ้มครองความเสี่ยง ตั้งแต่ในอดีตที่เส้นทางการค้า การขนส่งไม่สะดวกสบาย มีอันตรายสูง การประกันภัยจึงเกิดขึ้น  เช่นเดียวกับการประกันชีวิต ที่ผู้คนมองที่การสร้างเกราะคุ้มครองชีวิตในยามเจ็บป่วย หรือเมื่อเสียชีวิต ครอบครัวจะไม่ต้องเดือดร้อนเงินทอง

แต่การประกัน ก็คือธุรกิจประเภทหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกัน ทำให้เกิดมีผลิตภัณฑ์ประกันแบบใหม่ๆ ในแต่ละยุค แต่ละสมัย เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคสนใจมาซื้อประกันของตน  และประกันแบบออมทรัพย์ ก็คือรูปแบบประกันที่ถูกพัฒนา โดยนำเรื่องของการลงทุน ที่มีผลตอบแทนเป็นเงินก้อนใหญ่กลับคืน ควบคู่ไปกับการดูแลเมื่อยามเจ็บป่วย หรือเสียชีวิต  ในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ บริษัทประกันจึงหันมาขายประกันแบบออมทรัพย์กันเป็นผลิตภัณฑ์หลัก

จนเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ดอกเบี้ยเงินฝากลดต่ำลงจนแทบติดดิน ทุนประกันที่บริษัทประกันได้ไปนำไปบริหารก็ไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนเดิม กลับต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับลูกค้าที่สูงกว่า ทำให้หลายๆ บริษัทประกันต้องปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์หันกลับไปสู่ผลิตภัณฑ์พื้นฐานของการประกัน คือ ให้ความคุ้มครองเป็นหลัก

ยักษ์ใหญ่ประกันสีบานเย็น เมืองไทยประกันชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทประกันที่แบกรับกรมธรรม์ประกันแบบออมทรัพย์ไว้เป็นหลัก แต่ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง สาระ ล่ำซำ ก็ติดตามเทรนด์ขาลงของภาวะอัตราดอกเบี้ยตกต่ำทั่วโลก ที่จะมากระทบกับบริษัทอย่างใกล้ชิด และหันมาทำตลาดประกันในรูปแบบอื่นๆ ทั้งประกันสุขภาพ ประกันคุ้มครองชีวิต และประกันควบการลงทุน หรือ Unit Linked  ที่แม้จะสร้างรายได้ไม่เท่าประกันแบบออมทรัพย์ แต่ก็เชื่อว่า นี่คืออนาคตที่ยั่งยืนของธุรกิจประกัน

สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวว่า ความท้าทายของธุรกิจประกันเกิดขึ้นก่อนการระบาดของโควิด-19 เมื่อ Yield Curve หรือเส้นกราฟผลตอบแทนพุ่งต่ำลง จากสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยตกต่ำ และเมื่อเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ก็ยิ่งทำให้กราฟผลตอบแทนดิ่งลึกลงอีก ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตต้องปรับโครงสร้างพอร์ต ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวโยงกับอัตราดอกเบี้ยต้องลดลง และหันมาเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มาจากความต้องการของลูกค้า หรือ  Outside In  ที่จะสร้างความพึงพอใจ มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่มาคิดมาจากบริษัท หรือ Inside Out ซึ่งเคยทำมาตลอด

ที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตจึงมุ่งเน้นในการปรับลดสัดส่วนการขายกรมธรรม์แบบออมทรัพย์ลง จนในปี 2563 เหลือเพียง 24% ของกรมธรรม์ที่จำหน่ายทั้งหมด ขณะที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health & CI) มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 21% และมีสัดส่วนการขายแบบประกันชีวิตประเภทคุ้มครองชีวิตและประกันชีวิตควบการลงทุน (Protection and Investment Linked Product Portion) สูงถึง 76%

“ปี 2563 ถือเป็นปีที่มีทั้งความท้าทาย และมีโอกาส ธุรกิจประกันในวันนี้ แม้ส่วนแบ่งการตลาดยังคงสำคัญ แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักเหมือนในอดีต แต่ต้องมองมิติของความยั่งยืน การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ผลิตภัณฑ์ที่พึ่งดอกเบี้ยต้องลดลง และหันมาเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างความพึงพอใจกับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น”

สาระเชื่อว่า การลดสัดส่วนการขายแบบประกันออมทรัพย์ลง และหันมาขายแบบประกันกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ จะทำให้เบี้ยประกันใหม่โดยรวมในปีที่ผ่านมา และปีนี้ติดลบ แต่ในระยะยาวแนวทางนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับบริษัท

โดยทิศทางการดำเนินงานในปี 2564 ของเมืองไทยประกันชีวิต สาระกล่าวว่า จะมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ ที่ลูกค้าให้ความวางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ภายใต้นโยบาย MTL Trusted Lifetime Partner” ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่  ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในแบบที่มีความเฉพาะตัวของบุคคล (Personalization) มากยิ่งขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม Digital และ Non-digital ที่สามารถเข้าถึงความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากลและโดดเด่นด้วยภาพลักษณ์องค์กรที่มีความทันสมัยเป็นมืออาชีพที่สามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานรวมทั้งการเดินหน้าการพัฒนาบุคลากรให้สามารถรับมือและปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มตัวพร้อมให้ความสำคัญกับการขยายตลาดไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง (Regional Company)

และผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งจะเป็นแนวรุกในปีนี้ ซึ่งสาระวางเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนให้เบี้ยกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เติบโตได้เป็นปีแรก  คือผลิตภัณฑ์ในโครงการ Super Health” นำเสนอความคุ้มครองสุขภาพ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในทุก Segments เข้าถึงกลุ่มอายุที่หลากหลายอีกทั้งยังเลือกซื้อได้ตามไลฟ์สไตล์ ทั้งการดูแลแบบเหนือระดับแบบที่ดูแลค่าใช้จ่ายตั้งแต่บาทแรกหรือแบบที่ช่วยดูแลค่ารักษาส่วนเกินจากสวัสดิการเดิมที่มีอยู่ รวมไปถึงสามารถเลือกความคุ้มครองแบบผู้ป่วยนอก (OPD) หรือแบบผู้ป่วยใน (IPD) หรือเลือกความคุ้มครองได้ทั้งสองแบบ ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ

โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำเสนอ คือ “โครงการ ดี คิดส์ (D Kids Campaign)”  ประกันคุ้มครองสุขภาพเด็กแบบเหมาจ่าย ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) ค่าหมอ ค่ายา ค่าตรวจ ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลกรณีแอดมิดเหมาจ่ายในวงเงินเดียวสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง คุ้มครองตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มสมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน ถึงอายุ 99 ปี  ช่วยให้หมดกังวลและยังช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในยามที่ลูกน้อยต้องเจ็บป่วย หรือไม่สบาย

นอกจากนี้ยังได้ขยายอายุรับประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ เพื่อให้การดูแล ครอบคลุมไปยังกลุ่มเด็กมากยิ่งขึ้น จากเดิมอายุรับประกันอยู่ที่ 18-80 ปี ขยายเป็นเริ่มรับประกันตั้งแต่อายุ 11-80 ปี  คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี คุ้มครองสุขภาพทั้งโรคระบาด  โรคร้ายแรง  โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ แบบจ่ายตามจริง 20 – 100 ล้านบาทต่อปี สำหรับผู้เอาประกันภัยอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ได้รับความคุ้มครองเพิ่มเติม ค่าเตียงเสริมสำหรับพ่อหรือแม่สำหรับการมาเฝ้าไข้ลูก 5,000 บาท/วัน

ด้านช่องทางการตลาด สาระกล่าวว่า  เมืองไทยประกันชีวิตได้วางแนวทางแบบหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channels)  ตั้งแต่ตัวแทนประกันชีวิต ธนาคาร โบรกเกอร์  รวมไปถึงการขายประกันออนไลน์ ที่เป็นแบบออนไลน์ทั้งระบบการขาย (Online E2E) หรือผสมผสานการขาย (Hybrid) นำกระบวนการขายแบบ Digital Face to Face หรือแบบ Face to Face เข้ามาอยู่ในกระบวนการขายที่ผสมผสานการเสนอขายผ่านช่องทาง Face to Face และ Digital Face to Face ด้วยมาตรฐานการเป็นตัวแทนประกันชีวิตที่มีความเป็นมืออาชีพ มุ่งสู่การเป็นผู้ออกแบบทางการเงิน (Life Planner) ที่สามารถออกแบบ ให้คำปรึกษา และวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมแก่ลูกค้าแต่ละราย และยังเตรียมพัฒนาระบบและเครื่องมือสนับสนุนการขายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างครบถ้วนและส่งมอบบริการด้านการวางแผนการเงินที่ดี เหมาะสมกับลูกค้า ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุมแบบ End to End Service  ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการให้บริการด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ 

โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เมืองไทยประกันชีวิตเชื่อมต่อกับลูกค้า  ในการนำเสนอบริการที่เหนือระดับ (Beyond Insurance Service) คือการพัฒนาแอปพลิเคชัน  “MTL Click”  ที่มียอดดาวน์โหลดสูงถึง 316,000  ดาวน์โหลด สูงที่สุดในบรรดาแอปพลิเคชั่นของบริษัทประกันในเมืองไทย ที่มีบริการรูปแบบ Digital Face to Face Service เปิดให้บริการลูกค้าในรูปแบบ Video Call เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกับบริษัทฯ ได้ทุกที่ โดยไม่ต้องออกจากบ้าน สามารถพูดคุย หรือรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทำธุรกรรมได้แบบ Real Time อาทิ การซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ บริการกู้ตามสิทธิกรมธรรม์ บริการต่ออายุกรมธรรม์ เปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล การสมัครรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ผ่านบัญชีธนาคารอัตโนมัติ และบริการอื่น ๆ เหมือนยกศูนย์บริการลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตมาไว้บนมือถือ

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าเมืองไทยยูนิตลิงค์ให้สามารถบริหารจัดการพอร์ตลงทุน พร้อมทั้งเปรียบเทียบการลงทุนของตนเองกับพอร์ตแนะนำของบริษัทฯ หรือสามารถซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม สับเปลี่ยนกองทุนได้ง่าย สะดวก มั่นใจ

ด้านการพัฒนาบุคลากร มีการยกระดับทักษะและความรู้ของบุคลากรทุกระดับ ทั้งตัวแทน พนักงาน และผู้บริหาร สามารถปรับตัวและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology โดยได้เปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ภายใต้ชื่อ “LearnRU” (เลิร์นรู้) ที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย รวดเร็ว และเข้าได้จากทุกที่ ตอบโจทย์การเรียนรู้ในแบบออนไลน์ ทั้งแบบออนไลน์สด (Live Streaming) หรือการสัมมนาแบบเสมือนจริง (Virtual Workshop) สามารถถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความรู้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสามารถเข้าถึงคลังความรู้ที่หลากหลายทั้งแบบ Micro Learning และแบบ Online Content  ได้แก่ VDO สื่อ Infographic E-book หรือ Podcast โดยเปรียบเสมือนห้องเรียนและคลังความรู้ในมือคุณ

สาระกล่าวว่า  ด้วยหัวใจของการประกันชีวิต คือ ความเชื่อใจกัน แนวทาง “MTL Trusted Lifetime Partner” นำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง เชื่อมต่อกับลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยบุคลากรที่ให้คำปรึกษา และคำแนะนำแบบมืออาชีพ  จะทำให้เบี้ยประกันที่เคยถดถอยมาตลอด 2 ปี กลับมาเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ไนปีนี้ และในอีก 2 ปี เบี้ยประกันโดยรวมของเมืองไทยประกันชีวิตจะกลับมาเป็นบวกได้ทั้งพอร์ต และที่สำคัญคือ เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนบนเส้นทางธุรกิจประกันชีวิต