เมื่อ IOT มาอยู่ในปลั๊กไฟ ! แอนิเทค พาคนไทยเข้าสู่ IOT ง่ายขึ้น

1096

วันนี้ Internet of Things หรือ IOT คงไม่ใช่เรื่องใหม่ของโลก และไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพียงแต่ยังมีคนเพียงบางกลุ่มที่สามารถเข้าถึง เครื่องปรับอากาศ กล้องวงจรปิด หรือ สมาร์ททีวี ซึ่งมีราคาสูง หรือเกินความจำเป็น แต่คาดกันว่า ภายในปี 2020 หรือปีหน้านี้ อุปกรณ์ทั่วโลกที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะมีมากถึง 50,000 ล้านชิ้น และหนึ่งในนั้น ก็คืออุปกรณ์ไฟฟ้าพื้นฐานของทุกครัวเรือน อย่าง ปลั๊กไฟ  ที่คิดค้นและผลิตโดยคนไทย ให้เป็นปลั๊กไฟอัจฉริยะ ภายใต้แบรนด์ “แอนิเทค”

โธมัส – พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ ประเภทคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ ภายใต้แบรนด์ แอนิเทค” (anitech) กล่าวว่า พันธกิจของแอนิเทคในการทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้เชื่อมต่อใช้งานเทคโนโลยี IOT โดยอุปกรณ์ที่จะเข้านำ IOT เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและเป็นวงกว้างที่สุด ก็คือ ปลั๊กไฟ ที่มีใช้กันอยู่ทุกบ้าน

ในปีที่ผ่านมา แอนิเทคได้เคยเปิดตัวปลั๊ก anitech IOT ในรุ่น H900 โดยใช้ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์จากประเทศจีน แต่เกิดปัญหาในการพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่ต่อเนื่อง ในปีนี้ จึงจัดตั้งทีมพัฒนาสินค้าขึ้นเองเป็น ปลั๊ก anitech IOT รุ่น H1000 ซึ่งถือเป็นความภูมิใจในตัวผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดยคนไทยทุกขั้นตอน

“ปัจจุบันเป็นยุคของ IOT อินเทอร์เน็ตกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน ด้วยการใช้เพียงอุปกรณ์เดียวก็สามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าได้หลากหลาย โดยเทรนด์ของผู้บริโภคปัจจุบัน การใช้งานแบบ IOT มีอยู่ 2 ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการซื้อมากที่สุด โดย ร้อยละ 75 ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่ได้รับจากการใช้งาน ร้อยละ 68 เป็นการพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการใช้งานที่คุ้มค่า เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดที่มาพร้อมความปลอดภัยและขาดไม่ได้ในเรื่องของความสะดวกสบาย ซึ่งปลั๊ก anitech IOT  คือคำตอบ”

anitech IOT รุ่น H1000 ออกแบบมาเป็น 4 Sockets ปุ่มเปิด-ปิด เป็นแบบ Touch Screen ตอบโจทย์เรื่องดีไซน์ที่ทันสมัยเหมือนได้ฟังก์ชันเป็นของตกแต่งบ้าน นอกจากความหรูหราสวยงาม พร้อมระบบการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันที่มีรูปแบบเรียบง่าย แต่มอบประสบการณ์ความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดขึ้นภายในบ้านอัจฉริยะ โดยการใช้งาน แบ่งออกเป็น 4 ฟังก์ชัน ได้แก่

ฟังก์ชันการตั้งค่าการเปิด-ปิด,

ฟังก์ชันการเปิด-ปิด ล่วงหน้าโดยระบุวันและเวลาได้

ฟังก์ชันการตั้งค่าเปิด-ปิด แถมตั้งเวลานับถอยหลัง

ฟังก์ชัน Power Consumption คือการแสดงค่าการใช้กำลังไฟฟ้าแบบ Real-Time พร้อมดูสถิติการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าย้อนหลังสูงสุดได้ถึง 3 เดือน ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน anitech IOT Application

anitech IOT Application ออกแบบ User Interface ทั้งหมดด้วยทีมดีไซน์คนไทย รวมถึงการเขียนและวางโครงสร้างแอปพลิเคชันเป็นคนไทย Cloud Server ก็อยู่ในประเทศไทย ข้อดีคือเมื่อเกิดปัญหาในการใช้งาน ด้านการ Service จะง่ายต่อการแก้ไขและประสานงาน บนสมาร์ทโฟนทั้งระบบ IOS และ Android เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะอยู่ภายในบ้านและนอกบ้านก็สามารถควบคุมได้

นอกจากนี้แอนิเทคยังมี Service level ตลอด 24 ชั่วโมง ต่อ 7 วัน เป็น Service Maintenance ระดับมืออาชีพ พร้อมบริการหลังการขายในการให้ข้อมูลคำแนะนำต่างๆ ในการใช้งานได้รวดเร็ว พร้อมทีมพัฒนา App และ Firmware เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการใช้งานและทำการ Update ให้ผู้ใช้งานอยู่เสมอ ในส่วนของมาตรฐานทาง Cyber security มีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสารหรือส่งข้อมูลระหว่าง Server กับ แอปพลิเคชัน ซึ่งจะใช้การเข้ารหัส TLS 2048 บิต เป็นมาตรฐานของ Server สากล และ ส่วนของการ รับ-ส่ง ข้อมูลของตัวปลั๊กมีการตรวจสอบและระบุตัวตนของปลั๊กอย่างปลอดภัย ด้วยมาตรฐาน jwt ecc256

โธมัส – พิชเยนทร์ ต้องการให้ anitech IOT Application เป็น Open API (Application Programming Interface) ศูนย์กลางในการเชื่อมต่อให้คนทั่วไป หรือสถาบันการศึกษาครีเอทซอฟท์แวร์มาต่อยอดให้ปลั๊ก anitech IOT รุ่น H1000 สามารถนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้นได้ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไข

ขณะเดียวกัน แอนิเทค ได้ต่อยอดปลั๊ก anitech IOT สู่การให้บริการแบบ B2B เข้าถึงประเภทธุรกิจ Logistics, Smart City, Retail, Factory, Food, Hospital, Smart Building โดย IOT Platform with Data Analytics สามารถเก็บข้อมูลประเมินผลและวิเคราะห์ช่วยวางแผนแจ้งเตือนถึงความผิดปกติสามารถควบคุม ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น, ลดปัญหาการทำงานที่ไม่จำเป็นลง, ได้ Data ที่สำคัญมาวิเคราะห์ธุรกิจ โดยปัจจุบัน แอนิเทคได้ทำการทดสอบการทำงานกับพันธมิตร องค์กรใหญ่ในการบริหารจัดการห้องประชุม และเชนร้านอาหารที่มีสาขาทั่วประเทศ

โธมัส – พิชเยนทร์ กล่าวต่อว่า ในอนาคตแอนิเทคจะพัฒนา ปลั๊ก anitech IOT ให้สามารถควบคุมด้วยคำสั่งเสียง และ data analytics dash board สำหรับ B2B พัฒนาแอปพลิเคชัน สำหรับ B2B ให้สามารถแสดงข้อมูลต่างๆ แบบ Real-time และเพิ่มการทำงานของ Sensor รูปแบบต่างๆ นำข้อมูลมาผ่านกระบวนการ Data Analytics โดยจะแสดงในรูปแบบ Dash Board เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบสถานะ การพัฒนาในเวอร์ชั่นถัดไปของแอปพลิเคชันให้มีการควบคุมด้วยคำสั่งเสียง ผ่าน Google Home หรือ Amazon Alexa ได้ด้วย  ซึ่งคาดว่าจะพร้อมให้บริการได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

แอนิเทค วางราคาของปลั๊ก anitech IOT  เปิดตัวอยู่ที่ 2,590 บาท พร้อมการันตีด้วยวงเงินการรับประกันความเสียหายสูงสุด 5 แสนบาท นานถึง 1 ปี ทั้งนี้ ในอนาคตแอนิเทคจะมีการพัฒนาปลั๊ก anitech IOT ให้มีระบบเซนเซอร์ต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ การวัดแสง และการตรวจจับความเคลื่อนไหว มาเป็นข้อมูลใช้งานในการเปิด – ปิด ปลั๊กไฟเมื่อมีการเคลื่อนไหว ซึ่งลูกค้าสามารถกำหนดเงื่อนไขการทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้น โดย โธมัส – พิชเยนทร์ วางเป้าในการจำหน่ายครึ่งปีนี้ไว้ที่ 5,000 ตัว

ขณะที่ภาพรวมของ บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมายอดขาย ในปี 2561 อยู่ที่ 330 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนชิ้นอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านชิ้น เติบโตจากปี 2560 อยู่ที่ 25% งบประมาณการตลาดปีนี้อยู่ที่ 45 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 10% ของรายได้ประมาณการณ์ในปีนี้ โดยงบประมาณในส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรมของสินค้าในครึ่งปีหลัง บุกตลาดปลั๊ก anitech IOT หรือ เป็น Product Highline และตั้งเป้ายอดขายปลายปี 2562 ไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท

“เราเปิดตัวปลั๊ก anitech IOT เพราะเป็นสินคค้าที่เข้าถึงทุกครัวเรือนได้ง่ายที่สุด สื่อสารให้เข้าใจการใช้งานได้ง่าย  ตอบโจทย์เป้าหมายพันธกิจของแอนิเทคในการก้าวสู่โลกของ IOT ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับแอนิเทคต่อไปในอนาคต” โธมัส – พิชเยนทร์ กล่าว