“มหากิจศิริ” ทุ่มปั้น “พิซซ่า ฮัท” เทงบฯ พันล้านปูพรมสาขาทั่วประเทศอีกเท่าตัวภายในปี’63

2749

กลางปี 2560 ที่ผ่านมา “พีเอช แคปปิตอล” บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีเอ็ม แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การบริหารของตระกูล “มหากิจศิริ” ได้ซื้อลิขสิทธิ์ในการบริหารแฟรนไชส์ “ร้านพิซซ่า ฮัท” ในประเทศไทยจากบริษัท “ยัม เรสเทอรองตส์” มาบริหารเองทั้งหมด ในระยะสัญญาทั้งสิ้น 20 ปี

เป็นการปูฐานเพื่อขยายธุรกิจด้านอาหาร เพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาล  โดยใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ระดับโลกมาเป็นเวลานาน และเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ระดับโลกอย่างเนสท์เล่ มากว่า 40 ปีนั้นจะช่วยให้มีศักยภาพในการสร้างให้ธุรกิจทั้งในส่วนของร้านพิซซ่า ฮัท และธุรกิจอาหารดั้งเดมที่มีอยู่แล้วเกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นได้อย่างก้าวกระโดดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เร่งสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ใหม่ “พิซซ่า ฮัท”

พร้อมทั้งทำการปรับเปลี่ยนโลโกให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ควบคู่กับการปรับโฉมร้านคอนเซ็ปต์ใหม่ในธีมสีดำ-ขาว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ไปยังกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังเป็นการเน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าหลักเป็นกลุ่มครอบครัวเป็นหลัก

เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และซีอีโอ โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์

“เฉลิมชัย มหากิจศิริ” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA  กล่าวว่า หลังจากที่บริษัท พีเอช แคปปิตอล บริษัทในเครือได้รับสิทธิ์บริหารร้านอย่างเต็มตัวเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2560 ที่ผ่านมา ธุรกิจพิซซ่าฮัทเติบโตในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าร้านอาหารบริการด่วนมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้ธุรกิจพิซซ่าจะเติบโตได้อีก

ดังนั้น โจทย์ของ “พิซซ่า ฮัท” จึงต้องพยายามสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น ให้ “พิซซ่า ฮัท” เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจของลูกค้าคนไทยให้สำเร็จ พร้อมทั้งมีแผนเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด

ทุ่ม 1 พันล้านขยายสาขาเพิ่มเท่าตัวภายใน 3 ปี

โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะลงทุนต่อเนื่องอีกราว 1,000 ล้านบาทสำหรับขยายสาขาเพิ่มภายในระยะเวลา 3 ปี (2561-2563) หรือมีสาขาเพิ่มเป็น 200 สาขา หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการไปแล้วประมาณ 100 สาขา โดยจะเปิดเพิ่มอีกประมาณ 20 สาขาภายในปี 2561 จากเมื่อต้นปีเปิดให้บริการไปแล้ว 13 สาขาใหม่ ซึ่งคาดว่าสิ้นปีจะมีร้านพิซซ่าฮัท ทั้งสิ้นราว 128 สาขา ทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มี 121 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล 79 สาขา และต่างจังหวัด 42 สาขา

ทั้งนี้ จะเน้นการขยายสาขาเข้าไปในพื้นที่ต่างจังหวัดตามหัวเมืองหลัก หรือจังหวัดที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก และพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเข้ามาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมองว่าตลาดพิซซ่าในต่างจังหวัดยังมีช่องว่างทางการเติบโตสูง กลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่รู้จักแบรนด์พิซซ่า ฮัท เป็นอย่างดี จากการสื่อสารแบรนด์ตลอดช่วงเวลาที่พิซซ่า ฮัท อยู่ในตลาดเมืองไทยมา

โดยปัจจุบันพื้นที่ต่างจังหวัดที่บริษัทฯ ได้เข้าไปลงทุนเปิดสาขาแล้ว อาทิ เชียงใหม่, ภูเก็ต, พัทยา, นครราชสีมา เป็นต้น โดยวางเป้าหมายในอีก 3 ปี สัดส่วนสาขาในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ 50:50 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนสาขาในกรุงเทพฯ 70% และต่างจังหวัด 30%

“อุษณา มหากิจศิริ” กรรมการบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด

ภาพจาก : www.glamthailand.com

ชู “นวัตกรรมสินค้า-ราคาคุ้มค่า” มัดใจผู้บริโภค

ด้าน “อุษณา มหากิจศิริ” กรรมการบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด เจ้าของเฟรนไชส์พิซซ่าฮัท ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เปิดโมเดลการตลาด ภายใต้ชื่อ Pizza Hut 4.0 Innovation & Digital Experience เน้นในเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ทั้งในแง่สินค้า การบริการออนไลน์หนุนบริการเดลิเวอร์รี่ที่รวดเร็ว พร้อมโปรแกรมรอยัลตี้ และการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าและขยายแบรนด์สู่กลุ่มลูกค้าใหม่ คือ จะเน้นเรื่องการพัฒนารสชาติของพิซซ่า ใหม่ๆ ที่ถูกใจลูกค้าคนไทย ด้วยวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ  Sauce ที่เป็นสูตรเฉพาะ Signature ของ Pizza Hut / Cheese ที่มาจาก New Zealand ที่รู้จักกันดีว่าเป็นชีสที่ดีที่สุดของโลก   นอกจากนี้ จะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์เมนูพิซซ่าหน้าใหม่ๆ ที่ถูกปากคนไทยอยู่เสมอ  ปีที่ผ่านมา เมนูใหม่นำเสนอมา 10 กว่าเมนูแล้ว และปีนี้ก็จะมีอีก

โดยล่าสุดเปิดตัว เมนู “มีทแอนด์ชีส-ชิกแอนด์ชีส”  ซึ่งเป็น 2 หน้าใหม่ ในราคาลดพิเศษถาดแรกจาก 299 บาท ลดเหลือ 199 บาท และถาดที่ 2 ลดเหลือเพียงแค่ 99 บาท ซึ่งบริษัทฯ  มั่นใจว่าสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการลิ้มรสความอร่อยอย่างเต็มสูตรเต็มคำที่พิซซ่าฮัทจะจัดให้ได้แน่นอน

นอกจากนี้ ยังได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลก ด้วยการคิดค้นเมนู “อาติซาน พิซซ่า” เป็นพรีเมี่ยมพิซซ่าที่มีให้เลือกถึง 5 หน้า ได้แก่ พิซซ่า พาร์ม่าแฮม, พิซซ่า สไปซี่ เยอรมัน  ซอสเซจ, พิซซ่า ซีฟู้ด ซิมโฟนี, พิซซ่า ไวท์ ทรัฟเฟิล ชิกเก้น และพิซซ่า มาร์เกริต้า ซึ่งล้วนเหมาะสำหรับแฟนพิซซ่าตัวจริงในราคาที่คุ้มค่าอย่างมากด้วย

 “โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์” ถือหุ้นใหญ่ 70%

สำหรับ บริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด นั้นจากข้อมูลของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จดทะเบียนบริษัทเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ด้วยทุนจะทะเบียน 60 ล้านบาท  และได้เพิ่มเป็น 460 ล้านบาท เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 และเพิ่มเป็น 660 ล้านบาท เมื่อวันที่26 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีกรรมการ จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายอี้ง คิด เหว่ย, นายจิเทนเดอร์ พอล เวอร์มา และนางสาวอุษณา มหากิจศิริ

ในส่วนของรายชื่อผู้ถือหุ้นนั้น ณ วันที่ 30 เมษายน 2561 มีจำนวนผู้ถือหุ้น 3 ราย ได้แก่ 1. บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 70%  (มูลค่าหุ้น 10 บาท) คิดเป็นมูลค่า 321,999,99. บาท 2. บริษัท พีเอ็ม แคปปิตอล จำกัด  สัดส่วน 30% (มูลค่าหุ้น 10 บาท) คิดเป็นมูลค่า 138,000,000 บาท และ 3. นายอี้ง คิด เหว่ย สัดส่วน 1% (มูลค่าหุ้น 10 บาท) คิดเป็นมูลค่า 10 บาท รวมเป็นมูลค่า 460 ล้านบาท