นวัตกรรม นำ “มาลี” ก้าวสู่ระดับโลกพร้อมสังคมยั่งยืน

3633

40 ปี ของมาลีกรุ๊ป ที่จะก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีนวัตกรรม” รุ่งฉัตร บุญรัตน์ ผู้บริหาร มาลี กรุ๊ป รุ่นที่ 2  มองโอกาสที่จะพาองค์กรก้าวไปแตะระดับโลก

เพราะแม้วันนี้ มาลี จะเป็นแบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของคนไทยที่ส่งออกไปเป็นที่รู้จักทั่วโลกก็ตาม แต่สิ่งที่จะทำให้มาลีได้รับการยอมรับในระดับโลก คือการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มาสู่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

จึงเป็นที่มาของ มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด (เอ็มเอเอส) บริษัทที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ที่ระดมเอานักวิทยาศาสตร์การอาหาร มาช่วยกันคิดค้นนวัตกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ต่อยอดจากผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของมาลีกรุ๊ป

รุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ “เอ็มเอเอส” ก่อกำเนิดขึ้นไม่เพียงแต่จะเป็นผู้สร้างนวัตกรรมอาหาร และเครื่องดื่มให้กับมาลีกรุ๊ป แต่จะยังเป็นการต่อยอดการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร (High Value Added Products: HVA) สร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตร รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้ซัพพลายเชนในด้านการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรับมือกับการแข่งขันและช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้มาลีก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก

โดยการสร้างนวัตกรรมของเอ็มเอเอส จะมีทั้งการใช้วัตถุดิบที่มาลีกรุ๊ปใช้อยู่แล้ว แต่ใช้เพียงบางส่วน ก็จะนำนวัตกรรมมาช่วยให้สามารถใช้วัตถุดิบนั้นได้ทุกส่วน   และการใช้วัตถุดิบอื่นที่มาลีกรุ๊ปไม่เคยใช้ มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น ซึ่งวัตถุดิบโดยเฉพาะกลุ่มผลไม้  รุ่งฉัตรมองว่า การนำนวัตกรรมมาทำให้ทุกส่วนของผลไม้ หรือผลไม้ที่ด้อยคุณภาพ ตกมาตรฐานสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทุกส่วน แทนที่จะส่งคืนกลับเกษตรกร ถือเป็นการทำ CSR หรือการคืนสังคมที่อยู่ในกระบวนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืนกว่าการทำ CSR ที่ช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว

“เอ็มเอเอส ถือเป็นการดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการธุรกิจ (CSR In Process) ของมาลี กรุ๊ป ซึ่งต่อยอดจากแนวคิด คิดถึงคนอื่นก่อน” จึง โตไปด้วยกัน” ที่มาลียึดถือและใช้ในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน (Growing Well Together) ไปพร้อมๆ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภค ครอบครัวมาลี สิ่งแวดล้อม และเกษตรกร

ด้าน ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ เอ็มเอเอส” เผยถึง พันธกิจของ “เอ็มเอเอส ประกอบด้วย 4 คลัสเตอร์ คือ

1) Cluster H (Health & Life-Science Products) เพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์จากความก้าวหน้าด้านชีววิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น

2) Cluster E (Environment & Energy) เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีของเหลือทิ้ง (0% waste) เสริมความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

3) Cluster V (Visionary Sciences & Advanced Materials) คิดค้นพัฒนาวัสดุอัจฉริยะหรือวัสดุที่มีน้ำหนักเบาจากวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อเป็นวัสดุทางเลือก เช่น วัสดุทางการแพทย์, หรือสินค้าคอสเมติก

4) Cluster I (Internet of Thing & Service หรือ IoT) เพื่อสื่อสารและเชื่อมโยงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวันจากทั่วโลก ให้สามารถควบคุมและนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ด้านการวิจัยได้อย่างอัจฉริยะ โดยการเชื่อมโยงกับเกษตรกรและผู้บริโภค

โดยนวัตกรรมแรก จากคลัสเตอร์ที่ 1  Health & Life-Science Products   คือการเปิดตัว วินติโค น้ำส้มสายชูหมักจากน้ำมะพร้าว 100% ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจัดการวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น น้ำมะพร้าวส่วนเกินจากการผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม เนื่องจากระยะเก็บเกี่ยวหรือความหวานที่ไม่เป็นไปตามกำหนด อาจส่งผลต่อรสชาติ จึงได้นำวัตถุดิบดังกล่าวมาผ่านกระบวนการวิจัยขั้นสูงและพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากงาน World Food Innovation Awards 2018 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และ รางวัล SIAL Innovation จากงาน SIAL Expo 2018 สาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มีความยอดเยี่ยมด้านคุณภาพและการคิดค้นนวัตกรรมที่โดดเด่น

มีงานวิจัยหลายงานยังบ่งชี้ว่า น้ำส้มสายชูหมักจากน้ำมะพร้าว ไม่มีค่าน้ำตาลหลงเหลืออยู่ ซึ่งแตกต่างจากการหมักจากผลไม้ชนิดอื่นๆ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เมื่อดื่มเป็นประจำยังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ลดคลอเรสเตอรอล ความดัน ไขมัน ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและยังส่งเสริมระดับภูมิคุ้มกันร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบระดับภูมิคุ้มกันร่างกาย เทียบกับน้ำส้มสายชูจากผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่หมักจากน้ำมะพร้าว ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันมากกว่าแอ็บเปิ้ลไซเดอร์ถึง 700 เท่า วินติโคสามารถบริโภคแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมน้ำ หรือผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น รวมทั้งสามารถนำมาปรุงอาหาร เช่น น้ำสลัด เป็นต้น วินติโค

โดยเอ็มเอเอส ได้วางเป้าหมายตลาดของ วินติโค เน้นการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศถึง 80% ตลาดสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมัน สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  ขณะที่การจำหน่ายในประเทศ มีจำหน่ายกูร์เม่ต์ มาร์เก็ต สาขาสยามพารากอน, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มโพเรียม  และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ Line@ ของมาลีกรุ๊ป  โดยวางราคาพิเศษช่วงเปิดตัว ขวดละ 1,590 บาท

รุ่งฉัตร  กล่าวว่า  นับจากนี้ มาลี กรุ๊ปจะมีทิศทางในการขยายกิจการไปในกลุ่มธุรกิจอื่น นอกเหนือจากการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้และผลไม้กระป๋อง รวมทั้งสร้างสรรค์นวัตกรรมขั้นสูงต่าง ๆ เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี  การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโดย เอ็มเอเอส จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย นอกจากการเปิดตัว “วินติโค” แล้ว มาลี กรุ๊ป จะพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ต่อเนื่อง ตั้งเป้ามีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมออกสู่ตลาดในกลุ่มอาหารเสริม และขนม อีก 2-3 รายการในปีนี้

ซึ่งรุ่งฉัตรยอมรับว่า วันนี้ เอ็มเอเอส อาจจะยังเป็นบริษัทที่ไม่ได้สร้างกำไรให้กับมาลีกรุ๊ป โดยเงินลงทุนในการค้นหานวัตกรรมแต่ละปีราว 30 ล้านบาท ตนก็วางเป้าให้เอ็มเอเอสทำรายได้เท่ากับเงินลงทุน แต่ในอนาคตเมื่อสามารถคิดค้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ออกมามากขึ้น ไม่เพียงแต่เอ็มเอเอสจะมีกำไร แต่จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มาลีกรุ๊ปก้าวสู่การเป็นผู้นำของผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลกได้