เบทาโกร จัดทัพรุกตลาดอาหารแปรรูป

3711

ถ้าพูดถึงกลุ่มอาหารเนื้อสัตว์จะหาแบรนด์ใดต่อกรกับกลุ่มซีพีได้  ชื่อของ เบทาโกร น่าเป็นชื่อที่หลายคนคิดถึง ผู้ผลิต และจำหน่ายอาหารสัตว์ จากอำเภอปากช่อง นครราชสีมา ที่ตั้งขึ้นมาในปี 2510 เติบโตสู่การเป็นปศุสัตว์ครบวงจร การผลิต การเลี้ยง การพัฒนาสายพันธ์ุ ผลิตเวชภัณฑ์ ทั้งหมู และไก่

มาถึงปัจจุบัน  เบทาโกร กลายเป็นแบรนด์อาหารสด เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ที่ได้รับความเชื่อถือของคนเมือง ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

                     สมศักดิ์ บุญลาภ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เผยถึง ทิศทางธุรกิจอาหารในปีนี้ว่า เบทาโกรจะเน้นตลาดอาหารสดระดับพรีเมี่ยม โดยมุ่งขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทั้งในเขตเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว ผ่านร้านค้าปลีกชั้นนำ   อาทิ กูร์เมต์ มาร์เก็ต, โฮม เฟรช มาร์ท, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ตและ วิลล่า มาร์เก็ต  เป็นต้น โดยปัจจุบัน S-Pure ถือครองส่วนแบ่งตลาดถึง 90% โดยตลาดในประเทศ

สำหรับตลาดส่งออก มีแผนขยายตลาดไปในประเทศ บาห์เรน กาตาร์ สเปน และโรมาเนีย โดยปีนี้ตั้งเป้าส่งออกเนื้อไก่ 78,000 ตัน เนื้อหมู 5,800 ตัน เพิ่มขึ้น 17% จากปีที่ผ่านมา

แต่วันนี้เชื่อว่า หลายคนคงเริ่มเห็นอาหารแช่แข็ง  ไส้กรอก  ไข่ตุ๋น แบรนด์เบทาโกรอยู่ในตู้แช่ซุปเปอร์มาร์เก็ต  เพราะเบทาโกร หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจอาหารสด ก็เริ่มขยายตลาดสู่อาหารแปรรูป และอาหารพร้อมทาน

สมศักดิ์ กล่าวถึง ภาพรวมตลาดอาหารแปรรูปและอาหารพร้อมทานของประเทศไทยในปัจจุบันว่า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงสินค้าอาหารแปรรูปของเครือเบทาโกร ไตรมาสแรกปีนี้ มีอัตราเติบโต 22%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

“จากผลการสำรวจความต้องการผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แบบชีวิตคนเมืองของ เดอะ นีลเส็น คอมปะนี  พบว่า สินค้าประเภทแปรรูป และพร้อมทาน หรือ Ready to Eat กลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้บริโภคเพราะประหยัดเวลา และลดขั้นตอนของการเตรียมอาหาร โดยพบว่า ผู้บริโภคทานอาหารนอกบ้านกว่าครึ่งหนึ่งของมื้ออาหารทั้งหมดต่อเดือน คือ เฉลี่ย 56 ครั้งต่อเดือน และเข้าร้านสะดวกซื้อ 21 ครั้งต่อเดือน เพื่อทานอาหารรองท้อง และกลายเป็นไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว”

แต่แม้ว่าผู้บริโภคจะเน้นเรื่องความง่าย สะดวกสบาย ก็ยังใส่ใจสุขภาพ เน้นคุณภาพอาหาร และรสชาติ เบทาโกรจึงทำการยกระดับการผลิตอาหารแปรรูปและอาหารพร้อมทาน ด้วยการใช้งบลงทุน 750 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตสินค้าแห่งใหม่ หรือ Betagro Central Kitchen ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ 11,015 ตารางเมตร กำลังการผลิต 8,000 ตันต่อปี เพื่อผลิตสินค้ารองรับความต้องการของตลาด

Betagro Central Kitchen แห่งใหม่ เป็นศูนย์นวัตกรรมอาหาร (FIC) เพื่อรองรับเทรนด์อาหารในอนาคต ทำหน้าที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งวัตถุดิบคุณภาพ ด้านโภชนาการ มากกว่า 1,000 รายการ ใน 6 หมวดสินค้า ได้แก่ 1) อาหารทานเล่นและสินค้าทอด (Appetizer) ประเภทหมู ไก่ 2) ผลิตภัณฑ์ไข่ปรุงสุก (Processed Egg) เช่น ไข่ต้มปอกเปลือก ไข่ตุ๋น 3) ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน (Ready Meal) 4) กับข้าวสำเร็จรูป (Cuisine) 5) เบเกอรี่ (Bakery) และ 6) ผลิตภัณฑ์ปรุงรส (Seasoning) เช่น น้ำยำ น้ำจิ้ม เป็นต้น  โดยพร้อมเปิดดำเนินการได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้

สมศักดิ์ กล่าวว่า  แม้กำลังการผลิตของ Betagro Central Kitchen จะมีมากถึง 8,000 ตันต่อปี แต่การบริโภคก็ยังมีไม่ถึง เบทาโกรต้องสร้างตลาดให้เติบโตกว่าปัจจุบัน จึงได้ร่วมกับพันธมิตร ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ในการพัฒนาความหลากหลายของอาหารพร้อมทานเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพ รสชาติ รวมทั้ง ขนาดน้ำหนัก และ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพิ่มความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

โดยกำลังการผลิตทั้งหมดของทั้งโรงงานเดิม และโรงงานแห่งใหม่จะมีเพื่อจำหน่ายในประเทศเท่านั้น  สมศักดิ์มั่นใจว่า ตลาดในประเทศยังมีโอกาสอีกมาก อย่างน้อย 3 ปี หากสามารถทำตลาดในประเทศได้สำเร็จ ก็ค่อยมองถึงตลาดต่างประเทศ  สำหรับในปีนี้คาดว่าจะกลุ่มอาหารแปรรูป และอาหารพร้อมทานเพิ่มยอดขายให้กับเบทาโกร ได้ราว 650 ล้านบาท