“เทสโก้ โลตัส” ลุยลงทุนในไทย-พัฒนาประสบการณ์การช้อปปิ้งทุกแพลตฟอร์มรับบริการยุค 4.0

1952

ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยมีการแข่งขันอย่างรุนแรง และประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เห็นชัดเจนจากที่ทุกค่ายต่างทุ่มลงทุนเพื่อขยายเครือข่ายกันอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ “เทสโก้ โลตัส” นั้นวางแผนเดินหน้าลงทุนเปิดร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต-ตลาดโลตัส-เอ็กซ์เพรส  รวมกันมีปริมาณมากถึงปีละประมาณ 100 สาขา ควบแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ โดยประเทศไทยนับว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ลงทุนและสร้างการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มเทสโก้ และเชื่อว่าประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพสูง

และในปี 2561 นี้ เทสโก้ โลตัส ก็ยังคงเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้าในยุค 4.0 ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการขยายช่องทางแบบออมนิแชนแนล (omni-channel) พัฒนาประสบการณ์การช้อปปิ้งทุกแพลตฟอร์มและมุ่งเน้นจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงได้ ในขณะเดียวกันก็ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไทย ด้วยการช่วยเหลือเกษตรกร เอสเอ็มอี และชุมชนอย่างต่อเนื่อง

สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส

สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย” ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัส มีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการลูกค้าในประเทศไทยให้ดียิ่งๆ ขึ้นทุกวัน จึงมองหาวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันให้ได้ดีที่สุด หรือที่เรียกว่าลูกค้ายุค 4.0 โดยสิ่งที่ลูกค้ายุคใหม่ต้องการก็คือ ความสะดวกสบายในการจับจ่ายสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านทั้งช่องทางสาขาในรูปแบบต่างๆ และช่องทางออนไลน์ นอกจากนั้นแล้ว ลูกค้ายุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ซึ่งต้องมาพร้อมกับคุณภาพสินค้าที่ดีและประสบการณ์ที่ดี

ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส มีช่องทางค้าปลีกที่หลากหลาย ตั้งแต่ร้านค้ารูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดกลาง ไปจนถึงร้านเอ็กซ์เพรสซึ่งมีขนาดเล็ก และยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นของตนเอง รวมถึงช่องทางมาร์เก็ตเพลสของพันธมิตร

ทั้งนี้ พบว่า ลูกค้าจำนวนมากขึ้น หรือประมาณ 40% ของฐานลูกค้าเทสโก้ โลตัส ซื้อสินค้าผ่านหลายช่องทาง และด้วยการที่เทสโก้ โลตัส มีช่องทางหลากหลายรูปแบบ จึงสามารถตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายที่ลูกค้ามองหาจากการสามารถซื้อของได้ทุกที่และทุกเวลา

“สมพงษ์” บอกด้วยว่า สำหรับในปี 2561 นี้ เทสโก้ โลตัสจะมุ่งเน้นการขยายช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ไปพร้อมๆ กัน รวมถึงการปรับปรุงสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุค 4.0 ได้ดียิ่งขึ้น และนอกเหนือจากการขยายช่องทางค้าปลีกแล้ว เทสโก้ โลตัส ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์แบบออมนิแชนแนลที่ไร้รอยต่อผ่านเครื่องมือทางดิจิทัลและโปรแกรมคลับการ์ด ที่จะเชื่อมต่อช่องทางต่างๆ ของเราและเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้าอีกด้วย

โดยงบประมาณลงทุนสำหรับปีงบประมาณ 2561 นี้ส่วนใหญ่จะถูกใช้ในการเปิดสาขาใหม่ โดยนอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าและประชาชนในการเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีราคาประหยัดแล้ว ยังเป็นการช่วยสร้างงานในท้องถิ่นอีกด้วย นอกจากการเปิดสาขาใหม่แล้ว เทสโก้ โลตัส ยังมีแผนในการปรับปรุงสาขาเดิมอีกประมาณ 120 แห่ง ทั้งในด้านการปรับโฉมและเพิ่มบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนกอาหารสด รวมไปถึงการปรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าเพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ลูกค้ามากขึ้น

สำหรับในด้านคุณภาพสินค้าและความคุ้มค่า เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าทำให้สามารถสร้างความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพและราคาสินค้า หนึ่งในแคมเปญสำคัญคือโรลแบ็ค ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นแล้วยังมีแผนในการพัฒนาโปรแกรมคลับการ์ด ซึ่งมีสมาชิกกว่า 15 ล้านคนให้มีความแข็งแกร่งขึ้นผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่ หลากหลาย เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและสิทธิ ประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก

“สิ่งที่เป็นพื้นฐานของธุรกิจของเราคือ การดำเนินงานด้วยปรัชญาความยั่งยืน เน้นความโปร่งใสและยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ เราเชื่อว่าความช่วยเหลือแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมของเราได้ โครงการรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร โดยไม่ผ่านคนกลาง ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ”

 ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัส รับซื้อผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยตรงจากเกษตรกรปริมาณกว่า 200,000 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นกว่า 30% พร้อมทั้งยังให้การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีโดยการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า และร่วมงานกันในการผลิตสินค้าแบรนด์เทสโก้ รวมไปถึงการให้ความรู้เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าและคุณภาพให้เทียบเท่าระดับสากล