SHREIT ลุยออกหุ้นกู้วงเงิน 3,500 ล้านบาท เพิ่มโรงแรมรองรับท่องเที่ยวอาเซียนบูม!!

1711

ปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด ผู้จัดการกองทรัสต์อิสระที่บริหารโดยมืออาชีพ และผู้จัดการกองทรัสต์ SHREIT เปิดเผยว่า แผนดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งตอกย้ำถึงจุดเด่นในการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ หรือ Independent REIT Manager ที่บริหารโดยบุคลากรมืออาชีพซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินตลาดทุน ตลอดจนการลงทุนและซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อทำหน้าที่ในบริการจัดการกองทรัสต์ที่เป็นอิสระที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าของทรัพย์สิน ทำให้การบริหารงานจะมุ่งไปที่ประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน

ทั้งนี้ หลังจาก ‘ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’ หรือ SHREIT ซึ่งเข้าลงทุนในทรัพย์สินในกรรมสิทธิ์แบบต่ออายุได้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม และสิทธิการเช่าในโรงแรมระดับ 3-5 ดาวในต่างประเทศ จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ในประเทศอินโดนีเซีย, โรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม IBIS Saigon South ในประเทศเวียดนาม มีห้องพักรวมทั้งสิ้น 632 ห้อง ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่าทรัพย์สินที่เข้าลงทุนนั้นสามารถสร้างผลการดำเนินงานเติบโตได้ดี

โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ประเทศอินโดนีเซีย

โดย ณ สิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ในจาการ์ตา มีรายได้รวม 508.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% มีกำไรสุทธิ 218 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% ขณะที่โรงแรม Capri by Fraser ที่โฮจิมินท์ มีรายได้รวม 94.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% มีกำไรสุทธิ 54.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% จากปีก่อนหน้า ส่วนโรงแรม IBIS Saigon South มีรายได้รวม 56.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 25.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.7%“ในปีนี้ เราจะตอกย้ำจุดแข็งในฐานะที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระเพื่อมุ่งสร้างการเติบโต โดยชูถึงความสำเร็จด้านผลการดำเนินงานของ SHREIT ที่พบว่าทรัพย์สินที่เข้าลงทุนมีอัตราการเติบโตที่ดีมาก ทำให้ผู้ถือหน่วยได้รับตอบแทนสูงสุดจากการลงทุน และ SHREIT จะแสวงหาโอกาสการเพิ่มทรัพย์สินใหม่ๆ ให้แก่กองรีทเพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติม โดยจะขออนุมัติผู้ถือหน่วยในการออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนงานในครั้งนี้ไว้แล้ว” ปธาน กล่าว

ด้าน เจมส์ เทิค เบง ลิม กรรมการบริหาร สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส กล่าวว่า SHREIT มีกลยุทธ์การขับเคลื่อนทรัพย์สินที่แตกต่างจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองรีทประเภทอื่นๆ โดยกอง SHREIT สามารถกระจายความเสี่ยงและมีความยืดหยุ่นในการเข้าลงทุน เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนและมีอัตราการเติบโตสูงจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ที่เป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่และมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคนี้ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาโอกาสการลงทุนในโรงแรมทั้งในประเทศเดิมที่ SHREIT มีทรัพย์สินอยู่แล้วและในประเทศใหม่ๆ  ได้แก่ โรงแรมขนาด 400 กว่าห้องในอินโดนีเซีย, โรงแรมขนาด 500 ห้องในมาเลเซีย รวมถึงโรงแรมในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีแรกจะยังเน้นการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน หลังจากนั้นอาจขยายไปในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอาจไปลงทุนในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาต่อไป

“ปีนี้เรามีโอกาสเพิ่มทรัพย์สินใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคอาเซียน ที่ช่วยกระจายการลงทุนและสร้างความยืดหยุ่นในการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสและผลตอบแทนที่ดีจากการเข้าลงทุนในทรัพย์สินที่มีโอกาสเติบโตสูงในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของกอง SHREIT” เจมส์ กล่าว

ขณะที่ พิชัย ชินะโชติ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส กล่าวว่า จุดเด่นของทรัพย์สินที่ SHREIT เข้าลงทุนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรม Pullman Jakarta Central Park, โรงแรม Capri by Fraser และ โรงแรม IBIS Saigon South นั้น ล้วนเป็นโรงแรมที่มีการบริหารงานโดยมืออาชีพ โดยกลุ่ม Accor Hotels และ Frasers Hospitality แต่ละแห่งมีความโดดเด่นของกลุ่มผู้ใช้บริการหรือกลุ่มผู้เข้าพักที่แตกต่างกัน

โรงแรม Capri by Fraser โฮจิมินห์
โรงแรม Ibis Saigon South ประเทศเวียดนาม

โดยทรัพย์สินในประเทศอินโดนีเซียได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีอำนาจการจับจ่ายสูง รวมถึงความนิยมในการจัดงานแต่งงานและการประชุม ส่วนทรัพย์สินในประเทศเวียดนามก็ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งดึงดูดนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทำธุรกิจและลงทุนเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ทรัพย์สินของ SHREIT สามารถรับโอกาสสูงสุดได้เต็มศักยภาพจากปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาคดังกล่าว