ไขโรดแมป 3 ปี เอสซี แอสเสท จากผู้สร้างบ้าน สู่ Living Solutions Provider

1025

ในขณะที่ธุรกิจธนาคารกำลังสาระวนกับการปฏิรูปองค์กรเพื่อรับมือกับการรุกรานของเทคโนโลยีดิจิทัล ก้าวเดินที่เคยก้าวเท้าไปไกลเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทั้งการเร่งขยายสาขาเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากที่สุด ตามด้วยการรับพนักงานจำนวนมากเพื่อรองรับการเปิดสาขา ต้องกลับมาไล่ปิดสาขา เปลี่ยนรูปแบบสาขา จนถึงการวางแผนที่จะลดพนักงานลง

ต่างจากธุรกิจเรียลเอสเตท ที่แม้วันนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลดูจะยังห่างกับการรุกรานธุรกิจ แต่หลายๆ บริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่วางตำแหน่งอยู่ในระดับบน ดูจะให้ความสำคัญกับการทรานฟอร์มองค์กรสู่ดิจิทัลอย่างเต็มที่  หนึ่งในนั้นก็คือ เอสซี แอสเสท

AIA Health Happy

              ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ทุกองค์กรในโลกนี้กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง  เพราะ landscape ของโลกธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป วิธีคิดแบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ในบริบทใหม่ digital technology  มีบทบาทอย่างมหาศาลในการสร้างความท้าทายครั้งนี้ทำให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและ ในอนาคตอย่างรวดเร็ว เมื่อโลกปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เอสซี แอสเสท จึงต้องปรับก้าวเดินใหม่ให้ทันการเปลี่ยนแปลงนี้

เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เอสซีแอสเสท จึงประกาศโรดแมปสามปี  SC RE-INVENTION 2020 ปรับวิธีคิดจากการเป็น Developer ก้าวสู่การเป็น Living Solutions Provider ผู้พัฒนาโซลูชั่นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดี  ทำงานร่วมกับ partners หลากหลายใน ecosystem เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้นบน landscape ใหม่นี้  มองทะลุจากบ้านเข้าไปถึงการใช้ชีวิต โดยจะเติบโตด้วยกลยุทธ์ 4 ข้อ ประกอบด้วย

1. RE-INVENTION จาก DEVELOPER สู่ LIVING SOLUTIONS PROVIDER ผ่าน 3D

– D1  DIGITIZE ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานจาก analog เป็น digital เพื่อจะได้นำ data ทั้งในส่วนการทำงานและความต้องการของลูกค้า (insights) มาวิเคราะห์และพัฒนาให้ดีขึ้น

– D2 DESIGN ใช้หลัก human-centric ออกแบบสินค้า บริการ และโซลูชั่น (solutions) โดยเริ่มต้น ที่ทำความเข้าใจปัญหา หรือ pain points ในการใช้ชีวิตของลูกค้า

– D3  DEVELOP ประสานนวัตกรรม และพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพในทุกระดับราคา

2. CO-CREATION ด้วยการที่ เอสซี แอสเสทร่วมกับพันธมิตรในระบบ ecosystem ส่งมอบ living solutions (การพัฒนาที่อยู่อาศัยและบริการหลังการขาย โดยเอสซี แอสเสทและส่วนอื่นๆ โดยพันธมิตร) ให้ลูกค้าและชุมชนข้างเคียง โดยเอสซีแอสเสท ได้ร่วมกัน Fire One One  พัฒนา  living solutions platform ในชื่อ Rue Jai ที่มีฟังก์ชั่นรองรับตั้งแต่ Home Solution, Health, Safety, Energy Saving, Mobility และ Community

3. QUALITY FIRST คุณภาพสินค้าและบริการเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งใด แบ่งเป็นสองส่วนคือ pre-transfer และ after-transfer ในส่วนของ pre-transfer ปัจจุบัน เอสซี แอสเสท มีพันธมิตรผู้รับเหมาอยู่ราว 100 ราย โดยมีแนวทางการทำงานให้เติบโตไปด้วยกัน ตั้งแต่การตั้งสถาบัน TQM พัฒนาศักยภาพผู้รับเหมา และมีการทำงานด้วย BIM โมเดล 3 มิติที่ทำให้การทำงานทุกส่วนสามารถทำงานบนไฟล์เดียวกัน ช่วยลดความผิดพลาด ทำให้งานมีคุณภาพมากขึ้น และช่วยให้ค่าก่อสร้างลดลง  ขณะที่ส่วน after-transfer มี Scable เป็นหน่วยงานที่ดูแลการซ่อมแซม การเก็บประกันทั้งหมด พร้อมกับมีแอพพลิเคชั่น Fixzy แอพเรียกช่างที่เป็นช่างคุณภาพที่ได้รับการอบรมจาก Scable

4. TOP-LINE GROWTH ภายใต้เป้าหมายยอดขายรวมสามปี 2018-2020 มากกว่า 60,000 ล้านบาท

โดยแบ่งอสังหาฯ เพื่อขายออกเป็น แนวราบและแนวสูง

แนวราบ เอสซี แอสเสทจะรักษาฐานผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 8 ล้านบาท และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 8 ล้านบาท  กับทาวน์โฮม 2-3 ล้านบาท ในปีนี้ เอสซี แอสเสทจะขยายพื้นที่การพัฒนาโครงการไปจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตของเมืองจากเมกะโปรเจค EEC ในปี 2020 สัดส่วนมูลค่ายอดขายแนวราบ กรุงเทพและต่างจังหวัดของบริษัทจะอยู่ที่ 90:10

แนวสูง  เอสซี แอสเสท และ SCOPE บริษัทร่วมทุนที่ เอสซี แอสเสทถือหุ้นอยู่ 90% ภายใต้การนำของ CEO ยงยุทธ  ชัยพรหมประสิทธิ์ เตรียมพัฒนาโครงการใหม่แนวสูงใน 3 ปีนี้รวมกว่า 10 โครงการ โดยสัดส่วนหลักของรายได้แนวสูงใน 3 ปีนี้ จะมาจากการโอนของ 3 โครงการ super luxury คือ  SALADAENG ONE, BEATNIQ, และ 28 CHIDLOM

SALADAENG ONE

                 เอสซี แอสเสทได้ตั้งเป้าหมายยอดขายและรายได้ปีนี้ไว้  17,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 11% โดย เตรียมเปิด 19 โครงการใหม่ มูลค่า 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 17 โครงการ มูลค่า15,000 ล้านบาท และ แนวสูง 2 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท พร้อมกับเตรียมงบสำหรับซื้อที่ดินในปีนี้ 10,000 ล้านบาท โดยมองหาพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯให้มากขึ้น จากเดิมที่เอสซี แอสเสทจะเน้นการพัฒนาพื้นที่ฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันตกเป็นหลัก

“ hi-light ของโครงการใหม่ในปีนี้ สำหรับแนวราบคือ township concept development จำนวน 2 โครงการ 2 ทำเล บนที่ดินผืนใหญ่ทำเลกรุงเทพตะวันออก บริเวณกรุงเทพกรีฑากว่า 115 ไร่ และกรุงเทพตะวันตก บางกระดี จ.ปทุมธานีกว่า 200 ไร่ ซึ่งจะเปิดขายครึ่งปีหลังของปีนี้  นอกจากนี้  50% ของโครงการใหม่ปีนี้จะเป็นแบรนด์ PAVE และ VERVE ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมระดับราคา 2-5 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดแนวราบกลุ่มนี้ในช่วงปี 2018-2020”

PAVE

                สำหรับแนวสูงคือ โครงการ CENTRIC รัชโยธิน ทำเลใกล้ BTS สถานีรัชโยธินเพียง 150 เมตร เป็นอาคารสูง 21 ชั้น เริ่มต้น 3.7 ล้านบาท เปิดพรีเซลส์มีนาคม 2018 นี้ มูลค่า 1,500 ล้านบาท และโครงการ  THE CREST สุขุมวิท 23 มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท จะเปิดขายประมาณไตรมาสสี่ของปี

สำหรับยอดขายของเอสซี แอสเสทในปีที่ผ่านมา ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สามารถทำยอดขายสร้างสถิติใหม่ทั้งยอดขายรวม 15,278 ล้านบาท และยอดขายแนวราบ 10,547 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 บ้านเดี่ยว ราคามากกว่า 15 ล้านบาท และอันดับ 2 บ้านเดี่ยวรวมทุกระดับราคา ในขณะที่ยอดขายจากการบอกต่อ  สัดส่วนอยู่ที่ 18% แสดงถึงความมั่นใจที่ลูกค้ามีต่อบริษัท  รวมถึงคุณภาพของที่อยู่อาศัยและบริการ ในปี 2018

“บริบทของธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เอสซี แอสเสทจะไม่ยึดติดกับวิธีการเดิม เรามีเวลาปรับ แต่ไม่มากนัก เราจึงพร้อม re-invent ตัวเองและทำงานร่วมกับพันธมิตรใน ecosystem เพื่อส่งมอบ living solutions ที่มีคุณภาพสูงสู่ลูกค้าของเรา”  

บทวิเคราะห์จาก ฟิลลิปแคปปิตอล เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์  2561  คาดว่ากําไรตลอดทั้งปีของเอสซี แอสเสทจะออกมาโดดเด่นจากแรงหนุนยอดโอนเติบโต ทั้งนี้  Backlog ยกมาโอน  4Q60 สูงถึง 3 พันล้านบาท  ขณะทียอดจองแนวราบ 4Q60 เข้ามาอีก 3 พันล้านบาท  ซึ่งสามารถโอน  4Q60 ราว 25% ทำให้คาดว่ายอดโอน 4Q60 น่าจะอยู่ที่  3.8 พันล้านบาท  เพิ่ม  39% Margin ดีขึ้น เป็นแรงผลักดั นให้กําไร 4Q60 เติบโต  อนึ่งยอดโอนและยอดจองทั้งปี  60 ออกมาต่ำกว่าเป้าของบริษัทเล็กน้อย คาดกําไรปี 60 ลดลง 35%

ขณะที่ยอดโอนปี 61น่าจะเติบโต  32% เป็น 1.46 หมื่นล้านบาท  โดยล่าสุดมี  Backlog รองรับแล้ว 5 พันล้านบาท  หากประเมินยอดจองแนวราบปี 61 เพิ่ม  5% เป็น 1.1 หมื่นล้านบาท  ซึ่งจะโอนได้  9 พันล้านบาท  ส่วนที่เหลือจากสต็อกคอนโดฯ-ศาลาแดง และ Beatniq  ทําให้เป้าโอนของทางฝ่ายน่าจะทําได้ผลดียอดโอนจะผลักดั นกำไรปี 61 กลับมาเติบโต 51%  ทางฝ่ายปรับประมาณการปี 61 เพิม 7% สะท้อนมุมมองการขายแนวราบมากขึ้น

คงแนะนํา “ทยอยซื้อ” ปรับราคาพื้นฐานเป็น  4.20 บาท

Generali F