Malee วางจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายบุกอาเซียน เทคโรงงานญวน ตั้งฐานผลิตส่งออกทั่วภูมิภาค

1782

ปี 2560 ที่ผ่านมา น่าจะเป็นปีที่ไม่น่าจดจำของมาลีกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจน้ำผลไม้ ที่ไปสะดุดจากแผนการส่งออกน้ำมะพร้าวที่เป็นรายได้สำคัญ 1 ใน 4 ของรายได้รวม ต้องมาเจอปัญหาโครงการเพิ่มคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลล่าช้ากว่าแผนงานช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ปิดไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว มีกำไรลดฮวบต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส แถมนักลงทุนยังแห่เทขายหุ้นจนทำให้ราคาลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปี หยุดความร้อนแรงในปี 2559 ที่หุ้น Malee เคยจ่ายผลตอบแทนสูงถึงกว่า 300% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 60% จากปีก่อนหน้า มาแล้ว

แต่สำหรับ ปี 2561 ดูเหมือนว่าพายุร้ายเหล่านี้ได้ผ่านพ้นไป ทำให้มาลีกรุ๊ป เดินหน้าได้อีกครั้ง เมื่อมาลีกรุ๊ปสามารถกลับมาผลิตน้ำมะพร้าวได้อย่างเต็มกำลังการผลิต พร้อมเดินแผนขยายพอร์ตสินค้าในกลุ่มครั้งสำคัญ ด้วยการทุ่มงบประมาณ 330 ล้านบาท ซื้อกิจการบริษัทร่วมทุน ลอง ควน เชฟฟู้ด บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของเวียดนาม ในสัดส่วน 65% เพื่อแผนในการเปิดตลาดเครื่องดื่มทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน สานวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพระดับโลก

“การเข้าซื้อกิจการบริษัทร่วมทุน ลอง ควน เซฟ ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มในเวียดนามด้วยสัดส่วน 65% หรือคิดเป็นมูลค่า 330 ล้านบาทของมาลีกรุ๊ปในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเครื่องดื่มของบริษัทเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางจนถึงระดับทั่วไปในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการรุกตลาดระหว่างประเทศ เพื่อขึ้นแท่นสู่เป้าหมายการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพระดับโลกในปี 2564 ของมาลีกรุ๊ป”   โอภาส โลพันธ์ศรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

ลอง ควน เซฟ ฟู้ด จำกัด  ถือเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีศักยภาพที่แข็งแกร่งในการที่จะมาเติมเต็มธุรกิจให้กับมาลีกรุ๊ป ตั้งแต่  1) ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เนื่องจากก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี จนผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคชาวเวียดนาม  2) มีสายการผลิตครบวงจร โดยมีกำลังการผลิต 300 ล้านลิตรต่อปี เกือบเทียบเท่าโรงงานผลิตของมาลีสามพราน ที่มีกำลัการผลิตอยู่ 330 ล้านลิตร  แต่จุดสำคัญคือ การมีคุณภาพการผลิตสูงและสามารถบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มได้หลากหลายชนิดและรูปแบบทั้งผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม เครื่องดื่มอัดแก๊ส ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเจลลี่ในรูปแบบกระป๋อง ขวดพลาสติก ถ้วยพลาสติกและขวดแก้ว ซึ่งจะทำให้มาลีกรุ๊ปมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 630 ล้านลิตรต่อปี   3) ความได้เปรียบในเรื่องการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเจาะตลาดในวงกว้างในประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคอาเซียน   และ 4) มีช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมในประเทศเวียดนาม ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งและการกระจายสินค้าเข้าถึงทุกภาค โดยเฉพาะภาคใต้ของประเทศเวียดนาม

โอภาส กล่าวต่อว่า  มาลีกรุ๊ปมีการรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านมากว่า 3 ปี โดยมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศฟิลิปปินส์กับบริษัท มอนเด นิชชิน คอร์ปอเรชั่น และในประเทศอินโดนีเซียกับบริษัท พีที คีโน่ อินโดนีเซีย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการกระจายสินค้าในประเทศที่มีพื้นที่ประเทศส่วนใหญ่เป็นเกาะ เข้าถึงยากลำบาก ทำให้มาลีกรุ๊ปมีโครงข่ายการกระจายสินค้าในภูมิภาคอาเซียนที่แข็งแกร่ง และการเข้าซื้อบริษัทร่วมทุน ลอง ควน เซฟ ฟู้ด จำกัด ที่จะทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตสำคัญในการผลิตเครื่องดื่มระดับแมส เข้าสู่ตลาดอาเซียน ที่ผู้บริโภคกว่า 70% อยู่ในตลาดแมสนี้

“จากการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างประเทศกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถเข้าถึงการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มอย่างมีศักยภาพในระดับภูมิภาค และสำหรับตลาดประเทศเกิดใหม่ในอาเซียน เราได้ร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นที่ไม่ได้มีแค่ความเข้าใจเป็นอย่างดีในเรื่องความต้องการของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่งครอบคลุมตลาดหลักที่เกี่ยวข้องอีกด้วย โดยการร่วมทุนเป็นการทำกลยุทธ์แบบสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาคด้วยการนำเอาจุดแข็งของพันธมิตรในแต่ละประเทศมาเสริมแกร่งซึ่งกันและกัน อันจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืนให้กับเราในระดับภูมิภาคได้”

ด้านรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ลอง ควนฯ จะเป็น Hub ด้านฐานการผลิตในการทำตลาดเครื่องดื่มระดับกลางและล่างซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ของอาเซียน ขณะที่มาลีจะโฟกัสอยู่ตลาดระดับพรีเมียมเป็นหลัก  ซึ่งภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 5%ต่อเนื่องมาหลายปี และมีประชากรมากกว่า 50% เป็นคนในอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงทำให้ภูมิภาคนี้มีโอกาสเติบโตเป็นตลาดที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต

สำหรับในประเทศไทย ตลาดแมสมีสัดส่วนถึง 35% ในตลาดเครื่องดื่มทั้งหมด มาลีกรุ๊ปวางเป้าทั้งการนำสินค้าของลอง ควนฯ ที่มีจำหน่ายในเวียดนามเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ในไตรมาส 3 ของปีนี้  และจะมีการสร้างเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ขึ้นมา โดยทั้งหมดนี้ก็มีโอกาสที่จะนำเข้าไปทำตลาดประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา, ลาว และกัมพูชา ด้วยเช่นกัน

แผนการทั้งหมดนี้ รุ่งฉัตร วางเป้าให้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับสัดส่วนยอดขายต่างประเทศของมาลีกรุ๊ปจาก 40% ขยับขึ้นเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัท 60%  ภายใน 3 ปี  และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ยอดขายรวมของมาลีกรุ๊ป กลับมาเดินหน้าเติบโตได้ถึง 30% ทำรายได้ถึงหลัก 8,000 ล้านบาท และวางเป้าหมายต่อไปถึงปี 2562 ว่าจะสามารถทำตัวเลขรายได้ถึงหลักหมื่นล้านบาทได้ หลังจากเคยวางเป้าไว้ในปีนี้ แต่ต้องพลาดไปจากปัญหาที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว

โดยบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด(มหาชน) วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา  ให้ความเห็นว่า กำไรของมาลีกรุ๊ปจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2561 ทั้งการกลับมาผลิตน้ำมะพร้าวได้เต็มกำลังการผลิตอีกครั้ง และเน้นขยายตลาดสินค้าแบรนด์ในต่างประเทศ ทั้ง CLMV จีน และอินโดนีเซีย ที่เพิ่งมีการร่วมทุนกับพันธมิตรรายใหญ่ และเริ่มเห็นความชัดเจนของธุรกิจตั้งแต่กลางปีนี้  กอปรกับการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศที่น่าจะช่วยหนุนรายได้ในประเทศให้กลับมาเติบโตได้  โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้เป็นต้นไป พร้อมแนะนำนักลงทุนให้ “ซื้อ”