“กลุ่มอมตะ” ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์-พันธกิจใหม่มุ่งสู่ผู้นำ “SMART CITY” ระดับโลก ดึงนักลงทุนรับ EEC

2883

เมื่อวันที่ 18-20 มกราคมที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานประจำปี 2561 ชื่อว่า AMATA BEYOND 2018 ภายใต้แนวคิด “Towards Smart City” พร้อมจัดการแสดงนิทรรศการ “AMATA SMART CITY EXHIBITION” ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ อมตะคาสเซิล นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี

ว่ากันว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างเวทีสำหรับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุนจากต่างประเทศ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจ เพื่อทำความรู้จักแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายระหว่างกัน โดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีสายการผลิตในเมืองอุตสาหกรรมอมตะ ตลอดจนบริษัทในเครืออมตะฯ และคู่ค้าของอมตะฯ กว่า 40 บริษัท ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยภายในงานด้วย

“วิกรม กรมดิษฐ์” กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

 เผยงบลงทุนปีนี้ 5 พันล้าน

“วิกรม กรมดิษฐ์” กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)  ได้เปิดเผยถึงแผนการลงทุนของทั้งกลุ่มอมตะสำหรับปี 2561 ว่า บริษัทฯ วางไว้ที่ 5,000 ล้านบาท โดยจะมุ่งไปสู่การลงทุนในประเทศเวียดนาม 3 แห่ง ใช้งบประมาณ 3,400 ล้านบาท และลงทุนในประเทศไทย 2 แห่ง ใช้งบลงทุนประมาณ 1,600 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มอมตะฯ มีเป้าหมายในการพัฒนานิคมฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้พัฒนานิคมฯ ที่ประเทศเวียดนามไปแล้วเป็นแห่งแรก และยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเพิ่มขึ้นด้วย

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในประเทศเมียนมา ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นย่างกุ้งไปแล้วแล้วเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางสายไหมใหม่ (One belt One Road) ของจีน

ภาพจาก Thai Embassy and Consulates

รุกต่อยอดนิคมฯ ใน “เวียดนาม”

สำหรับการดำเนินธุรกิจพัฒนานิคมฯในประเทศเวียดนามนั้นปัจจุบันมี 2 แห่ง ประกอบด้วย 1. บริษัท อมตะชิตี้ เบียนหัว จังหวัดดองไน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4,375 ไร่ ถือเป็นโครงการแรกที่อมตะเข้าไปพัฒนาในต่างประเทศ ปัจจุบันมีนักลงทุนเข้าประกอบกิจการเกือบเต็มพื้นที่ และ 2. บริษัท อมตะชิตี้ ลองถั่น จังหวัดดองไน โครงการที่ 2 ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นโครงการนิคม 33% และโครงการพัฒนาเมืองชุมชน 67%

สำหรับในปีนี้ บริษัทจะเริ่มพัฒนาและเปิดขายพื้นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคเป็นอันดับแรก โดยคาดว่า เงินลงทุนที่ต้องใช้สำหรับโครงการนี้ ประมาณ 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ขยายไปยังภาคเหนือของเวียดนามที่เมืองฮาลอง จังหวัดกว่างนิงห์ ภายใต้ชื่อ บริษัท อมตะ ชิตี้ ฮาลอง (AMATA City Halong) ถือว่าเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ บนพื้นที่การลงทุนใหม่ประมาณ 36,200 ไร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ารัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญ และไว้วางใจต่อบริษัท อมตะฯ เป็นอย่างมาก

“จังหวัดกว่างนิงห์เป็นจังหวัดชายแดนของเวียดนามที่ติดต่อกับประเทศจีนตอนใต้ มีการพัฒนาสาธารณูปโภคที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม เช่น ถนนใหม่ไฮเวย์หมายเลข 5 เชื่อมฮานอย-ไฮฟอง-ฮาลองที่ใกล้เสร็จเรียบร้อย การยกระดับท่าอากาศยานนานาชาติแคทบี่ (Cat Bi) ที่เสร็จเรียบร้อย และท่าเรือน้ำลึกหลักเฟี่ยน (Lach Huyen) ที่พร้อมเสร็จภายในต้นปีนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม”

โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตการลงทุนต่อรัฐบาลกลางโดยการสนับสนุนของรัฐบาลท้องถิ่น บริษัทฯ วางแผนการลงทุนและพัฒนาในเฟสแรก บนพื้นที่ประมาณ 4,500 ไร่ และคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 156 ล้านเหรียญ หรือ 5,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติใบอนุญาตการลงทุนพร้อมกับขอส่งเสริมให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษไปพร้อม ๆ กัน

“วิกรม” บอกว่า การลงทุนในเวียดนามทั้งหมดจะลงทุนผ่านบริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่จะสร้างความเติบโตและความยั่งยืนให้กับกลุ่มอมตะ นอกจากนี้ ยังจะได้เริ่มมีการนำแนวคิดของเมืองอัจฉริยะรวมถึงการพัฒนาธุรกิจแบบยั่งยืนไปปรับใช้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันเมืองอุตสาหกรรมของอมตะฯ มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เป็นที่ตั้งของโรงงานผู้ผลิตชั้นนำและบางส่วนที่อยู่ใน Global Fortune 500 จำนวน 1,300 โรงงาน จากกว่า 30 ประเทศ มีการจ้างงานกว่า 300,000 อัตรา และมีมูลค่าการผลิตรวมกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (รวมทุกโครงการในประเทศไทยและเวียดนาม)

ภาพจาก The Times of Siam

เปิดแผน 5 ปีขึ้นผู้นำ SMART CITY ระดับโลก

“วิกรม” ยังบอกด้วยว่า นอกจากแผนการลงทุนใหม่ๆ แล้วในปีนี้กลุ่มอมตะฯ ยังได้กำหนดแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปีด้วยว่า บริษัทฯ จะมุ่งสู่การเป็นผู้นำเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ระดับโลก โดยปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ให้สอดรับกับการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ทันต่อการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุดของเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคต

พร้อมก้าวสู่ยุค 4.0 ที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะและศูนย์การเรียนรู้ในภูมิภาค และจะเป็นพื้นที่การลงทุนที่สมบูรณ์แบบในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก( EEC)

จากแนวทางการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมระดับโลกสู่การสร้างและพัฒนาให้เกิดเมืองที่สมบูรณ์แบบ (Perfect City) เมืองที่มีการพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เกิดแต่สิ่งดีๆ ต่อทุกคนที่อยู่ในเมือง และปรับเปลี่ยนพันธกิจใหม่จากพัฒนาเมืองที่มีความทันสมัย บริการคุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และด้วยความมุ่งมั่นในการบุกเบิกและค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะสร้าง Smart City (เมืองอัจฉริยะ) นี้ ทำให้บริษัทฯ มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงโลโก้และชื่อโครงการใหม่

รีแบรนด์ใหม่ทั้งโลโก้-ชื่อโครงการ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงโลโก้ใหม่ในครั้งนี้ได้เริ่มจากปรับเปลี่ยนตัวอักษร AMATA จากเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ตัดสัญลักษณ์ฟันเฟืองออกไปเพราะเฟืองเป็นสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรมยุคเก่า และเพิ่มลายเส้นใต้ตัวอักษร AMATA แสดงการพัฒนาและการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่อมตะจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างไร้พรมแดน ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนสโลแกนเป็น Possibilities Happen หรือ “ให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้” โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2561 ที่ผ่านมาเป็นต้นไป

ส่วนชื่อเรียกโครงการนั้นได้เปลี่ยนจากชื่อ “อมตะนคร” สู่ “อมตะ ซิตี้ ชลบุรี” และ “อมตะ ซิตี้” สู่ “อมตะ ซิตี้ ระยอง” เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสากลความทันสมัยสอดรับเป้าหมายการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ผู้นำเมืองอัจฉริยะระดับโลก

“นับจากวันนี้แผนงานการพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ชลบุรี จะเน้นความเป็นเมืองแห่งพลังงานสะอาด และเป็นต้นแบบของนิคมฯ ในกลุ่มอมตะทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการบริหารจัดการพลังงานทางเลือกอย่างชาญฉลาดด้วยเทคโนโลยีทันสมัยการจัดการทรัพยากรทางด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้มีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาตามแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองอัจฉริยะระดับโลก อาทิ โครงการเมืองวิทยาศาสตร์อมตะ ( AMATA Science City) และโครงการเมืองการศึกษา (Edu Town ) เพื่อเป็นส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้เป็นศูนย์กลางการศึกษาและพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้” วิกรมระบุ

ผนึกพันธมิตรทั้งใน-ต่างประเทศพัฒนา “SMART CITY

“วิกรม” ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของแผนการลงทุนเพื่อพัฒนานิคมฯ ให้เป็นเมืองอัจฉริยะนั้นจะครอบคลุมการพัฒนาในด้านต่าง ๆ 10 ด้านหลัก ได้แก่ 1. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 2. การเดินทางอัจฉริยะ(Smart Mobility) 3. ชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) 4. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 5. ระบบการศึกษาอัจฉริยะ (Smart Education) 6. สายการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) 7. เมืองอากาศยานอัจฉริยะ (Smart Aerospace City) 8. นวัตกรรมอัจฉริยะ (Smart Innovation) 9. ระบบเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) และ 10. การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ (Smart Governance)

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทชิตี้ ตามแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (2561-2564) ของอมตะฯ โดยรูปแบบการลงทุนจะร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น บริษัทอินชอน สมาร์ทชิตี้ คอร์ปอเรชั่น ประเทศเกาหลี และบริษัท Saab AB จากประเทศสวีเดน เป็นต้น