Digital Transform พาไมโครซอฟท์ถึงฝั่ง

1270

ใน ปี 2012 ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์ของโลกอย่าง ไมโครซอฟท์ ได้เปิดตัวแล็ปท็อปตระกูล Surface  ตัวแรก ในชื่อ Surface RT  ถือเป็นแล็บท็อป 2 in 1 รุ่นแรกๆ  ที่สามารถแยกหน้าจอจากคีย์บอร์ด ออกมาใช้งานในรูปแบบแท็บเล็ต น้ำหนักเบากว่าแล็ปท็อปทั่วไป   พร้อมกับการเปิดตัวซอฟท์แวร์การทำงาน Microsoft Office รูปแบบใหม่ในรุ่น 365  เป็นบริการ Software as a Service หรือการจ่ายค่าใช้เป็นรายปี โดยไม่ต้องลงทุนซื้อซอฟท์แวร์ที่มีราคาแพงไปติดตั้งบนเครื่อง

ในประเทศไทยเวลานั้น ฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์รูปแบบใหม่ทั้ง 2 นี้ ถือเป็นความแปลกใหม่  แท็บเล็ตราคาแพง ที่ต้องซื้อคีย์บอร์ดแยกต่างหาก  ทำให้ความนิยมมีอยู่เฉพาะกลุ่ม  เช่นเดียวกับซอฟท์แวร์ที่ไม่ได้ติดอยู่กับเครื่องของผู้ใช้ แต่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อดึงซอฟท์แวร์จากคลาวด์ลงมา แม้ข้อดีคือสามารถทำงานบนอุปกรณ์เครื่องไหนก็ได้ แต่คลาวด์ กับคนไทย ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่คุ้นเคย

ผ่านมาถึงวันนี้ Surface ถูกพัฒนาต่อมาจนถึง Surface Pro 2017 ไมโครซอฟท์(ประเทศไทย) เริ่มเห็นโอกาสในการผลักดันยอดขาย Surface รวมถึง  Microsoft 365 อย่างจริงจัง

การจะก้าวไปสู่ประเทศดิจิทัล Thailand 4.0 ตามเป้าหมายของรัฐบาลให้ได้นั้น สิ่งสำคัญคือ องค์กรต่างๆ ต้อง Digital Transform ปรับองค์กรเข้าสู่การทำงานด้วยดิจิทัล

เพราะวันนี้เทคโนโลยีคลาวด์ได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ทั้งความสะดวก ที่ทำให้เราสามารถทำงานที่ใดก็ได้ในโลก ทั้งความประหยัดที่ไม่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์ หรือต้องขยายเซิร์ฟเวอร์รับการเติบโตแบบไม่มีวันสิ้นสุด และที่สำคัญ คือความปลอดภัยของข้อมูล  ที่มีการการันตีจากการใช้งานของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกในทุกธุรกิจ รวมถึงภาคการเงินที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง

ทาเทียน่า มารัชเชฟสกาย่า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้ Creator คือผู้ที่ขับเคลื่อนองค์กร ที่ไม่ควรจะให้คนเหล่านี้นั่งอยู่แต่ในออฟฟิศ แต่ควรออกไปแสวงหาไอเดีย ความคิดใหม่ๆ จากโลกภายนอก ไมโครซอฟท์จะเข้ามาช่วยให้ทุกองค์กรขับเคลื่อนเข้าสู่การทำงานในยุค 4.0

“เราได้สร้างแล็ปท็อปรูปแบบใหม่ ที่ฉีกกฎแล็ปท็อปแบบเดิมๆ ออกมา การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกครั้ง นับตั้งแต่ที่เราเริ่มขยายตลาดมาเรื่อยๆ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า ความละเอียดสูงกว่า และใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานในรูปแบบที่ต้องการไม่ว่าที่ไหนก็ตาม Surface Pro ใหม่ จึงถือเป็นความลงตัวของความสามารถที่หลากหลายและทรงประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า”

Surface Pro ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งจากภายในสู่ภายนอก เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และมีระยะเวลาการใช้งานต่อเนื่องนานกว่า Surface Pro 4 ถึง 50% ทุกๆ ส่วนถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยและประณีต ตั้งแต่ขอบที่โค้งมน ไปจนถึงกล้องบิลท์อินที่กลมกลืนไปกับตัวเครื่อง ด้วยความบางเพียง 8.5 มิลลิเมตร และน้ำหนัก ที่เริ่มต้นเพียง 0.76 กิโลกรัม ทำให้ Surface Pro ใหม่นั้นเบากว่ากระเป๋าสำหรับใส่แล็ปท็อปเสียอีก พร้อมบรรจุชิปประมวลผลอินเทล® คอร์™ รุ่นที่ 7 ด้วยดีไซน์ไร้พัดลม จึงทำให้การทำงานเงียบสนิท

Surface Pro ใหม่นำรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงผลแบบเสมือนจริง (immersive) แบบเดียวกับ Surface Studio ในรูปแบบที่สามารถพกพาไปที่ไหนก็ได้ ด้วยบานพับใหม่ที่ปรับเอนได้ถึง 165 องศา ผู้ใช้จึงสามารถใช้ Surface Pro ในโหมด Studio ได้ทันที ทำให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมในการเขียนหรือวาดภาพ ขณะที่จอแสดงผล PixelSense™ ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว ก็ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับ Surface Pen ปากกาดิจิทัลที่เร็วที่สุดที่เคยมีมา สามารถตอบสนองเร็วขึ้นเป็น 2 เท่าจากเวอร์ชันเดิม พร้อมการตอบสนองต่อแรงกดถึง 4,096 ระดับ เพิ่มความแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถปรับเอนปากกา ช่วยให้การแรเงาดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น อีกประสบการณ์ที่ดึงมาจากความสำเร็จของ Surface Studio คือ Surface Dial ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานบนหน้าจอ Surface Pro ได้อย่างง่ายดาย เข้าถึง shortcut ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและทำงานได้อย่างราบรื่นขึ้น

สำหรับ Surface Pro Signature Type Cover มีกลไกพิเศษแบบขากรรไกรคุณภาพสูงพร้อมระยะจังหวะการพิมพ์ 1.3 มิลลิเมตร ทำให้การพิมพ์รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ส่วนแทร็กแพดที่เป็นกระจกทั้งแผ่นและรองรับการใช้งานนิ้วมือทั้ง 5 นิ้วได้นั้นยังมีไว้เพื่อการใช้งานที่แม่นยำถึงที่สุด ขณะที่คีย์บอร์ดทั้งหมดถูกหุ้มไว้ด้วยวัสดุที่ทั้งนุ่มและทนทานของ Alcantara® ทำให้มีที่รองมือซึ่งนุ่มสบายและสวยงาม ขณะที่ Surface Arc Mouse ถูกออกแบบฉีกกฎออกจากรูปแบบเดิม โดยปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นสะดวกแก่การพกพาไปกับ Surface Pro และยังเป็นเม้าส์บลูทูธที่บาง เบา ปรับเปลี่ยนได้ในฝ่ามือทุกขนาด และเริ่มใช้งานง่ายเพียงปรับเม้าส์ให้โค้งเพียงคลิกเดียวและปรับกลับให้ตรงเมื่อเลิกใช้งาน

Surface Pro ใหม่ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย ที่ไมโครซอฟท์สโตร์ ที่ www.microsoft.com/th-th/store และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ ได้แก่ ไอที ซีตี้ บานาน่า ไอที พาวเวอร์ บาย และลาซาด้า และสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจที่ บริษัท แอดอิน บิซิเนส จำกัด ในราคาเริ่มต้นที่ 30,900 บาท

ด้านวิสสุต เมธีสุวกุล ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์ออฟฟิศ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง   Microsoft 365 ว่า เป็นโซลูชั่นที่รวมเอา Office 365, Windows 10 และ Enterprise Mobility + Security มาไว้ด้วยกัน ครบสมบูรณ์สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลอันมีบุคลากรเป็นหัวใจสำคัญ  โดยการทำงานร่วมกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบเก่าและใหม่จะปรับเปลี่ยนสู่คลาวด์ได้อย่างราบรื่นด้วยตนเอง

“สถานที่ทำงานกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเปลี่ยนความคาดหวังต่อพนักงานให้ทำได้อย่างหลากหลายและทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีความท้าทายด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเทรนด์นี้เราจึงมองเห็นรูปแบบใหม่ในการทำงาน ซึ่งเราทราบถึงความต้องการผ่านมาจากลูกค้าของเรา ที่ต้องการขับเคลื่อนพนักงานสู่การทำงานให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี  Microsoft 365 จะช่วยองค์กรในการนำเสนอรูปแบบการทำงานให้พนักงานร่วมกันแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในรูปแบบที่ต้องการไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ทั้งยังรักษาข้อมูลของบริษัทไว้อย่างปลอดภัย”

และเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก Microsoft 365 ให้บริการใน 2 รูปแบบ คือ Microsoft 365 Enterprise สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ และ Microsoft 365 Business สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รองรับจำนวนผู้ใช้งานถึง 300 คน โดยพร้อมจะเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้

ทาเทียน่า กล่าวว่า ในช่วงแรก Surface Pro ใหม่ และ Microsoft 365 จะเน้นเจาะกลุ่มตลาดองค์กรที่กำลังเข้าสู่การปรับองค์กรสู่ดิจิทัล เป็นหลัก โดยเชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตให้กับตลาดองค์กรของไมโครซอฟท์ได้ไม่น้อยกว่า 30%

              “มั่นใจว่า Surface Pro และ Microsoft 365 เหมาะอย่างยิ่งกับตลาดเมืองไทยในเวลานี้ เพราะการปรับองค์กรสู่ดิจิทัล หากไม่มีตัวช่วยจะทำงานลำบากในยุค Mobile First เช่นทุกวันนี้ พนักงานจะต้องทำงานอยู่นอกออฟฟิศมากขึ้น หากอุปกรณ์การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะสร้างปัญหาให้กับองค์กรได้”