VBYOND ยื่นไฟลิ่งเสนอขาย IPO 230 ล้านหุ้น เข้า SET พร้อมเดินหน้าธุรกิจ Prop Tech มุ่งสู่เบอร์ 1 โบรกเกอร์อสังหาฯ ชั้นนำ

476
วรเดช รุกขพันธุ์

“บมจ. วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ หรือ VBYOND” เดินหน้ามุ่งสู่การเติบโตเป็น Prop Tech ให้บริการกลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องแบบครบวงจร (One Stop Service) ครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยื่นไฟลิ่ง ก.ล.ต. เตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ 230 ล้านหุ้น เข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินขยายธุรกิจ เพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน  ใช้เป็นเงินทุนขยายเสริมแกร่งธุรกิจ และพัฒนาเทคโนโลยีในการให้บริการ Online และระบบปฏิบัติการ สู่เป้าหมายการเป็น Global Business ในอนาคต โดยมี บจก.พาย แอ๊ดไวเซอรี่ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

วรเดช รุกขพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ VBEYOND เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก โดยมีจำนวนหุ้น IPO ทั้งหมดที่เสนอขายให้นักลงทุนครั้งนี้จำนวน 230 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 27.71% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท  โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และมีบริษัท พาย แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

การระดมทุนดังกล่าวจะนำไปใช้รองรับการเติบโตของ VBYOND เพิ่มความน่าเชื่อถือรวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ทั้งนี้บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนเพื่อ 1.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจปัจจุบัน อาทิเช่น เงินทุนในการวางมัดจำเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิการบริหารการขาย และเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงการประเภทบ้านมือสอง เป็นต้น 2.ใช้เป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีในการให้บริการ Online และระบบปฏิบัติการ และ 3. เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ VBEYOND ประกอบธุรกิจนายหน้า ตัวแทนในกิจการและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องผ่านออนไลน์ เว้นแต่ในธุรกิจประกันภัย การหาสมาชิกให้สมาคมและการค้าหลักทรัพย์ โดยบริษัทมีเป้าหมายเติบโตเป็น Property Technology Company (Prop Tech) โดยบริษัทจะให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มลูกค้าที่เกี่ยวเนื่องแบบครบวงจร (One Stop Service) ครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่ต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น การให้บริการนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการนายหน้าในการจัดหาผู้รับเหมาออกแบบ ซ่อมแซม ก่อสร้างและตกแต่งภายใน นายหน้าด้านการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น รวมถึงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านมือสองเพื่อขาย

ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจภายในกลุ่มบริษัท แบ่งประเภทในการประกอบธุรกิจออกป็น 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจนายหน้า ตัวแทนในการซื้อ ขาย อสังหาริมทรัพย์และบริการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง 2.ธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ และ 3.ธุรกิจลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำมารีโนเวท เพื่อขายต่อ ประเภทบ้านมือสอง

โดย VBEYOND มีวิสัยทัศน์มุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่และบริการต่างๆ โดยเปลี่ยนแปลงจากเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และมีเป้าหมายเติบโตเป็น Property Technology Company (Prop Tech) ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำสินค้าหลากหลายประเภทของอสังหาริมทรัพย์มารวมไว้ใน platform เดียว ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ทั้งซื้อ ขาย เช่า ซ่อม สร้าง ตกแต่ง และลงทุน พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจผู้บริโภคด้วยระบบค้นหาตัวตนอัจฉริยะ เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจให้มีการเติบโตไปสู่เป้าหมายการเป็น Global Business ในอนาคต

ด้าน สัมฤทธิ์ชัย ตั้งหะรัฐ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ของบริษัท พาย แอ๊ดไวเซอรี่จำกัด ได้กล่าวถึงภาพรวมผลการดำเนินงานของ VBYOND ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – 2566) บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 194.19ล้านบาท 217.67 ล้านบาท และ 303.86 ล้านบาทตามลำดับ และในงวด 3 เดือนแรก ปี 2566-2567 บริษัทมีรายได้รวมจำนวน 104.46ล้านบาท และ 57.33 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 27.07 ล้านบาท 58.55 ล้านบาท และจำนวน 112.03 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิร้อยละ 13.94 ร้อยละ 26.88 และร้อยละ 36.87 ตามลำดับ โดยตลอด 3 ปี บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นผลสืบเนื่องจากการเติบโตของรายได้กลุ่มธุรกิจนายหน้า การขยายไปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2564 เริ่มทำธุรกิจนายหน้าจัดหาผู้รับเหมา และปี 2565 เริ่มทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือสองเพื่อขาย และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้สามารถทำกำไรสุทธิได้สูงขึ้นทุกปี