FPT ปลื้ม TRIS ปรับอันดับขึ้นสู่ “A” ตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืนของ One Platform

203

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT ผู้นำบริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศไทย  ประกาศความสำเร็จล่าสุดด้วยการปรับอันดับเครดิตองค์กรขึ้นจากระดับ “A-” สู่ “A” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยทริสเรทติ้ง สะท้อนถึงสถานะของบริษัทฯในการเป็นบริษัทที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ (Strategically Important) ของผู้นำอสังหาฯระดับโลกภายใต้แบรนด์ Frasers Property

ธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country Chief Executive Officer) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จจากการปรับอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือจากทริสเรตติ้งในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ One Platform ที่ผสานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คุณภาพทั้ง 3 กลุ่มเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้ FPT สามารถกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ท้าทายได้เป็นอย่างดี ตลอดจนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและรักษาสภาพคล่องทางการเงินที่สม่ำเสมอ เพื่อใช้ในการดำเนินงานและการขยายธุรกิจ

นอกจากอันดับเครดิตจะสะท้อนถึงรายได้ที่แน่นอนและความมั่นคงของบริษัทฯ ยังเป็นการสะท้อนถึงมุมมองของทริสเรตติ้งเกี่ยวกับสถานะของ FPT ที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ Frasers Property Limited (FPL) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยมีบทบาทเป็นผู้ลงทุนในด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยของกลุ่มบริษัทฯ

FPT ได้รับการประเมินการปรับอันดับขึ้น เนื่องจากเป็นบริษัทฯขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตโฟลิโออสังหาฯครบวงจร ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม จึงได้รับการคาดการณ์ว่า นอกจากธุรกิจที่อยู่อาศัยที่สร้างรายได้จากการขายแล้ว กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้จากค่าเช่าจะสามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอให้แก่บริษัทฯเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาฯเพื่ออุตสาหกรรมที่มีสถานะเป็นผู้นำในตลาด ทำให้เป็นที่ยอมรับในธุรกิจโรงงานและคลังสินค้าในระดับประเทศและระดับสากล ตลอดจนธุรกิจมีแนวโน้มยังคงเติบโตต่อเนื่องจากลูกค้ากลุ่มโลจิสติสก์และอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจสำนักงานให้เช่า ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานเกรด A ที่ตั้งอยู่ในย่าน CBD ของกรุงเทพฯ มีอัตราผู้เช่าอยู่ในระดับสูงถึง 94-95% และธุรกิจโรงแรมที่คาดว่าจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้น

เมื่อพิจารณาสภาพคล่องของบริษัทฯ พบว่าเพียงพอสำหรับการดำเนินงานในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยมีเงินสดสำรองในมือ 1.1 พันล้านบาท พร้อมทั้งวงเงินกู้และวงเงินสินเชื่ออีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ใช้ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถดำเนินโครงการสำคัญของทุกกลุ่มธุรกิจได้อย่างราบรื่น และพร้อมที่จะเข้าลงทุนในโอกาสธุรกิจที่สำคัญ