‘พรินซิเพิล’ เปิดตัวกองทุน Principal US Equity Fund 8 – 15 ก.ย.นี้ ชี้สหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่ง

128

บลจ. พรินซิเพิล ประเมินตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสให้ผลตอบแทนโดดเด่นจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เข้าสู่ระยะขยายตัวของ Mid-Cycle Phase ชูจุดเด่นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งจาก COVID-19 อีกทั้งยังมีนโยบายการลงทุนภาครัฐชุดใหญ่เป็นปัจจัยหนุนในระยะยาว พร้อมเปิดตัว ‘กองทุนเปิด พรินซิเพิล ยูเอส อิควิตี้’ หรือ Principal US Equity Fund (PRINCIPAL USEQ) เตรียมขายหน่วยลงทุนครั้งแรกวันที่ 8 – 15 กันยายนนี้ ชูนโยบายลงทุนใน iShares Russel 1000 ETF เป็นกองทุนหลักกองทุนเดียว เน้นการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แบบกระจายความเสี่ยงรายอุตสาหกรรม ผลงานเด่น 1 ปีย้อนหลัง (มิถุนายน 2564) 43% ต่อปี และ 3 ปีย้อนหลังที่ 19% ต่อปี (Benchmark : 1Y=43.07% ต่อปี  3Y=19.19% ต่อปี, Source FTSE Russell ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 

ศุภกร ตุลยธัญ, CFA ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกามีโอกาสสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุนในตอนนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นตลาดหุ้นที่มี Market Cap สูงที่สุดในโลก ช่วงปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ สามารถฟื้นตัวจากวิกฤติ Covid-19 ได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการที่มีการเติบโตในระดับสูงนำหน้าทั้งกลุ่มประเทศ Developed Markets และกลุ่มประเทศ Emerging Markets  อีกทั้งในระยะข้างหน้าประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ระยะการขยายตัวของ Mid-Cycle Phase ซึ่งจะมีอัตราการเติบโตมากกว่า 3% สูงกว่า GDP ในระยะยาวของสหรัฐฯ และเอื้อต่อการขยายตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน 

AIA Health Happy

ขณะเดียวกันสหรัฐฯ สามารถแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดี โดยมีอัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบันมีอัตราการฉีดวัคซีนสองเข็มมากกว่า 50% ของประชากร จึงสามารถผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ได้ และถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีอัตราการระบาดที่เพิ่มมากขึ้นจากไวรัสสายพันธุ์เดลต้า แต่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ จะสามารถรักษาระดับการเติบโตของผลประกอบการ อีกทั้งจะสามารถสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ในช่วงปี 2565 ถึง 2566 จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดีในระดับมากกว่า 6% ต่อปีทั้งสองไตรมาส โดยในระยะถัดไปคาดว่าจะมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการผ่านร่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย ร่างนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก้อนใหม่มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ และร่างนโยบายการลงทุนด้านสวัสดิการสังคมและ Climate Change ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน มูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเราคาดว่าเม็ดเงินลงทุนสองก้อนนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและภาคเอกชนในอนาคต ขณะที่ข้อมูลในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในช่วงที่สหรัฐฯ มีการทำ Tapering หรือการลดขนาด QE ครั้งแรกเมื่อปี 2556 และ 2557 โดยที่ผลกระทบต่อตลาดนั้นเป็นเพียงแค่การปรับฐานระยะสั้น และหลังจากนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงที่เศรษฐกิจจีนฟองสบู่แตกในปี 2558 นับว่าเป็นการปรับขึ้นของตลาดหุ้นที่ยาวนานและมีเสถียรภาพ

“เรามองว่าในตอนนี้เป็นโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่นอกจากจะมีอัตราการเติบโตโดดเด่นสำหรับตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วยังมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นภูมิภาคอื่นท่ามกลางสภาวะการลด QE อีกทั้งยังมีนโยบายการลงทุนภาครัฐออกมาสนับสนุนต่อเนื่อง ถือว่าหาได้ยากในยุคที่หลายประเทศเริ่มมองถึงการถอนมาตรการช่วยเหลือ” ศุภกร กล่าว

ศุภกร กล่าวต่อว่า บลจ. พรินซิเพิล จึงเพิ่มทางเลือกแก่นักลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเปิดตัว กองทุนเปิด พรินซิเพิล ยูเอส อิควิตี้ หรือ Principal US Equity Fund (PRINCIPAL USEQ) มีทุนจดทะเบียน 3,000 ล้านบาท (Greenshoe 15%)  เตรียมเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 8 – 15 กันยายน 2564 กำหนดสั่งซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท โดยเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund ที่มีนโยบายลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวคือ iShares Russel 1000 ETF เป็นกองทุนหลัก ซึ่งหากย้อนดูในอดีตนับจากปี 2550 – 2563 ดัชนี Russell 1000 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก และให้ผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปีที่มีความโดดเด่น โดยให้ผลตอบแทน 1 ปี 43% 3 ปี 19% ต่อปี 5 ปี 18% ต่อปี และ 10 ปี 15%  ต่อปี (ผลตอบแทนของดัชนีเทียบวัด : 1Y=43.07% ต่อปี  3Y=19.19% ต่อปี  5Y=17.99% ต่อปี และ  10Y=14.90% ต่อปี,
Source FTSE Russell ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564)

สำหรับกองทุน iShares Russel 1000 ETF จัดตั้งในเดือนพฤษภาคม 2543 โดย iShares เป็น ETFs ที่มีมูลค่าสินทรัพย์การบริหารจัดการสูงสุดในโลก บริหารจัดการโดย BlackRock บริษัทจัดการด้านการลงทุนข้ามชาติชั้นนำสัญชาติอเมริกัน ที่ก่อตั้งในปี 2531 โดย ณ เดือนมกราคม 2564 มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการสูงสุดในโลก มูลค่า 8.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กองทุนดังกล่าวเข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง CBOE, NYSE,  NYSE  American, NASDAQ และ ARCA จัดน้ำหนักการลงทุนตาม Market Cap เพื่อให้ได้หุ้น 1,000 ตัวแรก พร้อมทั้งปรับสัดส่วนเป็นรายปีและ 6 เดือน และนำหุ้น IPO เข้าพอร์ตทุกเดือนที่ 3 9 และ 12 ปัจจุบันมีการกระจายการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งหุ้นขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยที่กลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่กองทุนหลักมีการลงทุน ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2564 คือ Information Technology 28.05%, Health Care 13.20%, Consumer Discretionary 11.86%, Financials 11.52% และ Communication 10.73%  โดยหุ้น 10 อันดับแรกที่กองทุนหลักมีการลงทุน ได้แก่ APPLE, MICROSOFT, AMAZON, FACEBOOK, ALPHABET INC CLASS A, ALPHABET INC CLASS C, TESLA, BERKSHIRE, NVIDIA และ JPMORGAN (Source: Blackrock)

ทั้งนี้ กองทุนเปิด PRINCIPAL USEQ สั่งซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ตัวแทนสนับสนุนการขายและรับซื้อคืน และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด โทร. 02 686 9595 หรือ www.principal.th หรือ Principal TH Mobile App

คำเตือน 

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และ ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน 
  • กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม
        ของตนเองด้วย 
  • กองทุนไทย และ/หรือกองทุนต่างประเทศที่กองทุนลงทุน อาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในต่างประเทศตามความเหมาะสมและสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกองทุนหลักอาจได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน 
  • บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็น Fund of Funds หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์และทรัพย์สิน   ทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศได้ หรือกลับมาเป็นกองทุน Feeder Fund ได้โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk spectrum) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยขึ้นกับสถานการณ์ตลาด และต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งผู้ถือหน่วยลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า  30 วัน ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทจัดการที่ www.principal.th หรือช่องทางอื่นใดที่บริษัทจัดการกำหนดก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงการลงทุนดังกล่าว 
  • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต 

 

โตเกียวมารีนประกันภัย