กลยุทธ์ใหม่ JD CENTRAL “จอยชัวร์ ตัวจริง” เติมความเชื่อมั่นการช้อปออนไลน์ครบวงจร

129

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้เศรษฐกิจของโลกหยุดชะงัก หลายๆ ธุรกิจซบเซา ยอดขายหดหาย แต่ไม่ใช้กับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่ดูเหมือนจะโตเอา โตเอาทุกๆ ปี ยิ่งสถานการณ์ที่คนต้องอยู่ติดบ้าน เดินช้อปตามห้างอาจเสี่ยงติดโควิด อี-คอมเมิร์ซก็ยิ่งเติบโต

เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อราว 2-3 ปีก่อนในยุคที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเริ่มได้รับความนิยม สัดส่วนมูลค่าตลาดมีไม่ถึง 1% ของมูลค่าค้าปลีกทั้งระบบ แต่ปัจจุบันมูลค่าการซื้อสินค้าออนไลน์ขยายขึ้นมาถึง 8% จากการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 20% มาตลอด 3 ปี แต่ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ก็ยังมองว่า ตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่านี้ เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียทั้งจีน ญี่ปุ่น รวมถึงสิงคโปร์ มูลค่าการช้อปออนไลน์มีสูงถึง 40% จากมูลค่าค้าปลีก

ก่อลาภ สุวัชรังกูร
AIA Health Happy

ก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานบริหารฝ่ายการตลาด JD CENTRAL เชื่อว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซ ของไทยมีโอกาสเติบโตให้มีสัดส่วนเท่ากับ 40% ได้หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ ให้ผู้บริโภคได้มั่นใจมากกว่านี้

โดยผลสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคไทย ทั้งนักช้อปทั้งออฟไลน์ ไฮบริด และออนไลน์กว่า 1,000 คน พบว่า ยังมีความกังวล ‘เรื่องความไว้วางใจ’ เป็นหลัก โดยสิ่งที่นักช้อปกังวล 4  อันดับแรกเมื่อต้องซื้อสินค้าออนไลน์ ได้แก่ 1) สินค้าไม่ตรงปก 79% 2) สินค้าเสียหาย 56% 3) ขนส่งล่าช้า 38%  และข้อ 4 คือนโยบายการส่งคืนสินค้าที่ยุ่งยาก

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังเผยถึงปัจจัยหลักที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อของบรรดานักช้อปกลุ่มออฟไลน์และไฮบริดว่า 1) ดูความนิยมของร้านค้าหรือไปดูสินค้าที่หน้าร้านจริง 2) หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการ และ 3) ปัจจัยซื้อหลักจากยอดผู้ติดตาม หรือรีวิวจากผู้ใช้งานจริงบนโซเชียลมีเดีย

“ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้เล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซที่จะผลักดันให้ตลาดเติบโตไปพร้อมกับการรุกตลาดนี้ ด้วยการดึงนักช้อปที่ยังคงช้อปที่หน้าร้านค้าเป็นหลัก หรือ ที่เราเรียกว่า กลุ่มออฟไลน์ (ช้อปหน้าร้านเท่านั้น) และ นักช้อปกลุ่มไฮบริด (ช้อปออนไลน์บ้างแต่ไม่บ่อย และช้อปเฉพาะเว็บไซต์ทางการของแบรนด์) ให้มาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น”

ก่อลาภ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ JD ได้มีการเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ได้ช่วยสร้างเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดย JD CENTRAL มุ่งสร้างความเติบโตทางธุรกิจด้วยการ การันตีคุณภาพของสินค้าและบริการเป็นหลัก ผ่านระบบ 4 JOYs: JOY Retail, JOY Marketing, JOY Solution และ JOY Fulfillment ซึ่งประกอบกันเป็น unique ecosystem ของ JD CENTRAL ครอบคลุมการทำงานในทุกมิติ และสร้างความสำเร็จที่มั่นคงให้กับเราเป็นอย่างมาก โดยในไตรมาส 1 ปี 2564 JD CENTRAL มียอดดาวน์โหลดและติดตั้งแอปโต 94% ยอดขายโตพุ่ง 80% ยอดการซื้อต่อครั้ง  โต 40% สะท้อนจุดยืนความเป็นผู้นำตลาดด้าน ‘คุณภาพ’ ที่ช่วยสร้างการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง”

อย่างไรก็ตาม ก่อลาภมองสถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจรีเทลและอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน พบว่า  มีการแข่งขันกันใน 3 แง่มุมได้แก่ 1) Game of Assortment การแข่งขันด้านความครบครัน หลากหลายของสินค้า 2)Game of Entertainment  การสร้างความบันเทิงต่างๆ   และ 3) Game of Price การแข่งขันด้านราคาที่ค่อนข้างดุเดือด  แต่กลับยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นรากฐานที่จะทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์ด้วยความมั่นใจ สนับสนุนให้ตลาดมีการเติบโตไปถึงเป้าหมาย

จึงเป็นที่มาของการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ JD CENTRAL ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักช้อปที่ยังติดกับการไปซื้อสินค้าที่หน้าร้าน รวมถึงกลุ่มที่ซื้อสินค้าออนไลน์เฉพาะเว็บไซต์หรือร้านค้าทางการของแบรนด์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งแรก นับตั้งแต่มีการเปิดให้บริการในประเทศไทย โดย JD CENTRAL จะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค มากกว่าการให้ความสำคัญในเรื่องของสินค้าเพียงอย่างเดียว ด้วยการวางกลยุทธ์ใหม่  ‘จอยชัวร์ ตัวจริง’

กลยุทธ์ “จอยชัวร์ ตัวจริง” ของ JD CENTRAL มีการปรับ brand identity 3 จุดหลัก ประกอบด้วย การปรับ Brand’s tagline เป็น “จอยชัวร์ ตัวจริง” ที่ไม่ใช้เป็นแค่ Tagline แต่จะนำมาใช้จริง เพื่อทำให้ทุกอย่างชัวร์ และง่ายขึ้น พร้อมปรับโลโก้ของ JD CENTRAL ให้ดูร่วมสมัยขึ้น และแต่งตั้งให้เจ้าหมาน้อย “JOY” เป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ของ JD CENTRAL เพื่อสร้างการจดจำเกี่ยวกับแบรนด์ และสร้าง brand recall ให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อมัดใจนักช้อปทั่วประเทศ

ที่ผ่านมา  JD CENTRAL ใช้ Tagline อธิบายนโยบายของแพลตฟอร์มว่า “ช้อปของดี การันตีของจริง” ก็ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ให้กับผู้บริโภคมาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่ “จอยชัวร์ ตัวจริง” จะเป็นการตอกย้ำว่า JD CENTRAL คือ “ตัวจริง” ในเรื่องช้อปปิ้ง ที่พร้อมสร้างความมั่นใจให้นักช้อปทุกมิติ บน JD CENTRAL ตั้งแต่การมีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่ม พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องความชัวร์ในทุกแง่มุม ทั้งเรื่องความน่าเชื่อถือ ของแท้คุณภาพดี รวมไปจนถึงสินค้าที่มีขายเฉพาะบน JD CENTRAL เท่านั้น อีกทั้งยังสามารถ ช้อปปิ้งได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา กับสินค้าราคาดึงดูดใจทั้ง local brand และ international brand จากทั้งในและนอกประเทศ จอยชัวร์กับการบริการที่ดี การขนส่งที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และบริการหลังการขาย ทั้งการให้ความรู้ การติดตั้ง จนถึงการซ่อม  ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งสู่การเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดจากผู้บริโภค”

ด้านแผนการตลาดภายใต้กลยุทธ์ “จอยชัวร์ ตัวจริง” ก่อลาภ กล่าววว่า มีการจัดกิจกรรมการตลาดครบวงจร ตั้งแต่การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาใหม่ ที่สื่อถึงความชัวร์ และจอยในแง่มุมต่างๆ ที่เคยเป็น Painpoint ของการช้อปออนไลน์  ทั้งแท้ชัวร์ ครบชัวร์ ส่งทุกที่ทั่วไทย และได้ก่อนใครชัวร์  JD CENTRAL มอบให้กับนักช้อปครอบคลุมทุกความต้องการ ครบจบในแอปเดียว

นอกจากนี้ บนแอป JD CENTRAL ยังมีการจัดโปรแรงสุดแห่งปี SUPER JOY MID-YEAR GRAND SALE” ลดสูงสุด 90% ด้วยปฎิทินมหกรรมช้อปกระหน่ำกลางปีตลอดทั้งเดือน 6 โดยมีโปรให้ทั้งแบบรวมหมวดหมู่สินค้า และดีลพิเศษแยกตามหมวดหมู่สินค้า ให้นักช้อปได้เลือกช้อปกันแบบจอยจอยตลอดเดือนมิถุนายน  พร้อมแจกคูปองส่วนลดมูลค่ารวมกว่า 2,000 บาท ให้กับลูกค้าใหม่ แจกคูปองส่วนลด 50 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาท และยังมีบริการส่งฟรี! เพียงซื้อสินค้าครบ 99 บาท เท่านั้น! 

ด้านกิจกรรมความบันเทิงสำหรับนักช้อปออนไลน์ ดาราและศิลปินชื่อดัง อาทิ กลัฟ คณาวุฒิ, เก้า นพเก้า, อัพ ภูมิพัฒน์, อ้น ศรีพรรณ และเหล่าเซเลบชื่อดังที่จะมารวมสร้างสีสันใน “จอยชัวร์ LiVE TOURNAMENT” กับมหกรรมความสนุกสุด JOY  นอกจากจะช้อปจุใจตลอดเดือนแล้ว ยังสนุกกับกิจกรรมบันเทิงที่ JD CENTRAL มอบให้เป็นพิเศษอีกด้วย

ก่อลาภ เชื่อว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ JD CENTRAL ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างการเติบโตให้กับ JD CENTRAL เท่านั้น แต่ยังจะเป็นการสร้างการเติบโตให้กับตลาดอี-คอมเมิร์ซโดยรวม ซึ่งตนเชื่อว่า ภายในเวลา 2-5 ปี ตลาดอี-คอมเมิร์ซไทยจะเติบโตมีสัดส่วนถึง 40% เหมือนประเทศที่อยู่แถวหน้าของการช้อปออนไลน์ของเอเชียได้ โดยในส่วนของ JD CENTRAL ก็เชื่อว่ายอดขายในปีนี้ก็จะเติบโตได้ถึง 3 หลัก เหมือนดังเช่นปี 2563 ที่เติบโตได้ถึง  169% และครองตำแหน่งอยู่ในอันดับ 3 ของแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ ในเมืองไทย

เงินติดล้อ