BGC โชว์ผลงาน Q1/64 แข็งแกร่ง ทำกำไรเพิ่มขึ้น 13% ปันผลระหว่างกาล 0.13 บาทต่อหุ้น

361

บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส หรือ BGC ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ทำรายได้จากการขาย 3,020 ล้านบาท เติบโต 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอัตรา 0.13 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้น XD วันที่ 25 พฤษภาคมนี้ พร้อมไฟเขียวแผนลงทุนก่อสร้างเตาหลอมแก้วแห่งใหม่ในจังหวัดราชบุรี กำลังการผลิต 400 ตันต่อวัน คาดแนวโน้มไตรมาส เติบโตต่อเนื่อง หลังเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าควบรวมกิจการในบริษัท BGP และ BVP มุ่งสู่การเป็น Total Packaging Solutions ตามแผนที่วางไว้ พร้อมนำเสนอบริการแบบครบวงจรแก่ลูกค้าครอบคลุมบรรจุภัณฑ์พร้อมฉลาก ฝาและกล่องกระดาษ   

ศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ในไทยและภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 3,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 3,016 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 161 ล้านบาท  

 สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์แก้วที่เป็นสัดส่วนรายได้หลักปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเครื่องดื่มสมแอลกอฮอล์และกลุ่มอาหารในประเทศ ที่มียอดขายปรับตัวดีขึ้น ส่วนต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของราคาน้ำมัน บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มรูปแบบของพลังงานที่ใช้เพื่อกระจายความเสี่ยง และปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษแก้วเป็นวัตถุดิบในการหลอมมากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิเตาหลอมแก้วได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงได้รับผลดีจากราคาโซดาแอช (Soda ash) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตแก้วที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และราคาเศษแก้วที่ทรงตัว 

 จากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2564 ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท รวมเป็นเงิน 90 ล้านบาท เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ และจะจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 มิถุนายน 2564  

 ในขณะเดียวกัน ด้วยการขยายตัวของยอดขายบรรจุภัณฑ์แก้วที่เพิ่มขึ้น  ทำให้คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการลงทุนก่อสร้างเตาหลอมแก้วแห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิต 400 ตันต่อวัน ใช้งบลงทุน 1,600 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงินในประเทศ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน ทั้งนี้การเปิดเตาหลอมแก้วใหม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยรองรับการขยายตลาดบรรจุภัณฑ์แก้วทั้งในไทยและต่างประเทศ 

 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BGC กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์แก้วในช่วงไตรมาส 2/2564  ภาคธุรกิจต่างๆ อาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นบ้างจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เช่น การกำหนดระยะเวลาเปิดปิดร้านอาหาร แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับช่วงไตรมาส ของปีที่ผ่านมา ที่มีการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์และมาตรการเคอร์ฟิว อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด และยังมั่นใจว่าจะสามารถทำผลการดำเนินงานไตรมาส เติบโตดีกว่าเป้าหมาย  

 โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นไป บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าควบรวมกิจการ โดยการเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท บีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด และบริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด ซึ่งทั้ง บริษัทมีกำไรสุทธิในปีที่ผ่านมา 46 ล้านบาทและ 26 ล้านบาทตามลำดับ เพื่อยกระดับสู่การเป็น Total Packaging Solutions ที่สามารถนำเสนอบริการแบบครบวงจร (One stop service) ให้แก่ลูกค้าโดยครอบคลุมทั้งการนำเสนอบรรจุภัณฑ์พร้อมฉลาก ฝาและกล่องกระดาษ ภายใต้เทคโนโลยีการออกแบบและการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มียอดขายจากลูกค้าแต่ละรายเพิ่มขึ้นและเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น 

 “การเข้าควบรวมกิจการและปรับโมเดลธุรกิจสู่การให้บริการแบบครบวงจร จะเป็น Growth Driver สำคัญที่ส่งผลดีต่อการเติบโตของบริษัทฯ ประกอบกับบริษัทฯ ได้มุ่งเน้นด้านการขยายธุรกิจตามเป้าหมาย ทั้งการเติบโตจากภายใน (Organic Growth) และการเร่งขยายธุรกิจโดยการเติบโตจากภายนอก (Inorganic growth) และด้านการรักษาประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การบริหารจัดการต้นทุนเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังคงมาตรการการป้องกันโรคระบาดอย่างเข้มข้น พร้อมใช้การบริหารงานแบบยืดหยุ่น เพื่อรองรับทุกสถานการณ์และความต้องการของลูกค้า ซึ่งมั่นใจว่า จะสร้างการเติบโตที่ดีให้กับบริษัทในปีนี้” ศิลปรัตน์ กล่าว