เอสโตเนียชวนคนไทย เป็นพลเมืองดิจิทัล“e-Residency” เปิดกว้างโลกธุรกิจ

373

หากพูดถึงประเทศเอสโตเนีย หลายคนคงอาจจะไม่รู้จัก เพราะประเทศเล็กๆ ตั้งอยู่ทางเหนือของทวีปยุโรป มีพื้นที่เพียง 45,227 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่าประเทศไทยมากกว่า 10 เท่า เคยเป็นส่วนหนึ่งในอาณานิคมสหภาพโซเวียต ที่ปกครองมายาวนาน 50 ปี และเพิ่งได้รับอิสรภาพมาเมื่อปี 1991

หลังการได้รับเอกราช เอสโตเนีย ถือเป็นประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนกับประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าด้านการเกษตร  สิ่งทอ  แต่ด้วยการมีผู้นำประเทศหัวพัฒนามีแนวคิดในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล  สร้างสตาร์ทอัพระดับหัวกะทิ ซึ่งปัจจุบันมีสตาร์ทอัพสัญชาติเอสโตเนียที่ขึ้นชั้นถึงระดับ Unicorn มากถึง 7 ทีม เมื่อเทียบกับสัดส่วนของประเทศ ถือว่ามากเป็นอันดับ 2 รองจากอิสราเอลเท่านั้น  และที่สำคัญคือการให้บริการจากภาครัฐของเอสโตเนียอยู่ในรูปแบบออนไลน์สูงถึง 99% มีเพียงการจดทะเบียนสมรส และการหย่า เท่านั้นที่ยังใช้เอกสารกระดาษอยู่

AIA Health Happy

และเมื่อปี 2014 เอสโตเนีย ก็นำเทคโนโลยีมาปฏิวัติพรมแดนของการทำธุรกิจ ด้วยการเปิดตัว e-Residency หรือ ดิจิทัลไอดีการ์ด โดยกลุ่มสตาร์ทอัพจากรัฐบาลเอสโตเนีย ที่เปิดให้คนทั่วโลกสามารถสมัครเป็นประชากรดิจิทัลของประเทศเอสโตเนีย ที่อนุญาตให้จัดตั้งบริษัทในสหภาพยุโรปได้อย่างอิสระ สามารถบริหารธุรกิจจากที่ใดก็ได้ โดยสมาชิกที่ได้รับการยืนยันตัวตนอย่างถูกต้องแล้วจะสามารถเข้าถึงช่องทางบริการ e-service ต่างๆของเอสโตเนียได้ อาทิ การบริการที่สามารถใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ และการเปิดตัวและดำเนินธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ 100% ในสหภาพยุโรป    

ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของเอสโตเนีย ประจำกรุงเทพมหานครฯ ให้ความเห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 บังคับให้หลากหลายธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ให้ทันต่อบริการที่หลากหลายทางดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ความไม่มั่นคงในเส้นทางอาชีพยังส่งผลให้หลายคน หันมาเริ่มธุรกิจของตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเลือกใช้บริการจาก e-Residency จึงเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยม สำหรับทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระ และ ผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแนวทางขยายธุรกิจ ในช่วงที่ประเทศถูกล็อกดาวน์

ด้าน Lauri Haav  กรรมการผู้จัดการ e-Residency กล่าวว่า การสมัครลงทะเบียน e-Residency  ผู้สมัครจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ สำเนาพาสปอร์ต หรือเอกสารยืนยันตัวอื่นๆ, จดหมายแสดงความจำนงความต้องการสมัครเป็นสมาชิกของ e-Residency รวมถึงข้อมูลการศึกษา ประวัติการทำงาน และประวัติการทำธุรกิจในอดีต สแกนรูปถ่ายเช่นเดียวกับที่ติดในหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เพื่อยื่นยันตัวตนเมื่อเข้ามารับบัตร ID card   โดยผู้สมัครจะต้องเลือกสถานที่ในการรับบัตร Digital ID Card จากกว่า 50 จุดบริการ pickup points รวมถึงล่าสุดที่ประเทศไทย

เมื่อผู้สมัครทำการส่งแบบลงทะเบียน e-Residency เรียบร้อยแล้ว ใบลงทะเบียนจะถูกตรวจสอบโดย ตำรวจและฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองของเอสโตเนีย ซึ่งการตรวจสอบประวัติถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันบุคคลที่มีประวัติฉ้อโกงหรือประวัติอาชญากรรมอื่นๆ ที่เข้ามายื่นขอรับรองการเป็น e-Residents ของประเทศเอสโตเนีย โดยเอสโตเนียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องด้วยกฏระเบียบ และ ข้อกำหนด ต่างๆ ที่ส่งเสริมให้มั่นใจได้ว่า บริษัทจากเอสโตเนีย ได้รับการตรวจสอบ และเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อดำเนินการอย่างโปร่งใส ช่วยเสริมความปลอดภัยขององค์กร สร้างความน่าเชื่อถือในกลุ่ม stakeholder อีกทั้งช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

“ปัจจุบันผู้คนจะเลือกประเทศที่จะอยู่ แทนที่จะเลือกประเทศที่จะทำงาน ซึ่งประเทศไทยเป็นเป้าหมายที่คนทั่วโลกอยากมาอยู่ แต่มีธุรกิจอยู่ที่ประเทศอื่น รวมนักธุรกิจไทย ที่อยากขยายธุรกิจไปยังทวีปยุโรป หรืออยากทำธุรกิจกับบริษัทในทวีปยุโรป e-Residency จะช่วยเปิดประตูธุรกิจ ให้การดำเนินการตั้งบริษัทในเอสโตเนียเป็นเรื่องง่าย รวมถึงมีระบบภาษีเงินได้นิติบุคคลจะจ่ายก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถมีกำไร ทำให้บริษัทที่ตั้งใหม่เติบโตได้ไม่ยาก”

Lauri Haav กล่าวถึงจุดบริการ pickup points สำหรับรับบัตร Digital ID Card  เดิมกำหนให้มีการรับที่สถานทูตเอสโตเนียที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก ทำให้มีการเปลี่ยนแผนมาตั้งจุดรับร่วมกับพันธมิตรในประเทศที่มีโอกาสในการขยายตลาดสูง 4 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์, บราซิล, แอฟริกาใต้ และประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเทศที่ถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้  และเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติต้องการเข้ามาอยู่อาศัยมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก  

“เราตื่นเต้นอย่างมากกับการประกาศเปิดตัว จุดบริการ “Pick-up point”  ใหม่ของเรา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และอเมริกาใต้ โดยการขยายเครือข่ายต่างๆ ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของเราตลอดมา และการเปิดตัวในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานที่เราได้เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ช่วยเหล่าผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และผู้ประกอบอาชีพอิสระจากทั่วโลก ขยายธุรกิจโดยการเข้าร่วมกับ e-Residency ที่มีขั้นตอนที่ง่ายดายยิ่งขึ้น”

ปัจจุบัน มี e-Residents กว่า 80,000  คน จาก 170 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นคนไทย 135 คน และมีการเปิดบริษัทไปแล้วกว่า 17,000 แห่ง โดยมีพนักงานกว่า 2,000 คน ถูกจ้างงานจาก e-Resident เหล่านี้  โดยบริษัทเหล่านี้มีมูลค่าการซื้อขาย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2021  ราว  3.68 พันล้านยูโร และนับตั้งแต่ก่อตั้ง ขึ้นในปี 2014 e-residency ได้ถูกบันทึกไว้ว่า ได้สร้างรายได้ขาเข้าให้กับรัฐบาลเอสโตเนียถึง 54 ล้านยูโร

ด้าน Mattia Montantri ผู้ร่วมก่อตั้งครีเอทีฟเอเจนซี่ Resonance จากบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่เป็นสมาชิก e-Residency  กล่าวว่า e-Residency เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจต่อไปในอนาคต การทำงานระยะไกลไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเส้นทางใหม่ในการประกอบธุรกิจ e-Resident จากเอสโตเนีย คือการลดอุปสรรคในการก่อตั้งบริษัทในสหภาพยุโรป ตั้งแต่การดำเนินงานโดยไม่ต้องผ่านระบบราชการต่างๆ รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจจากที่ใดก็ได้ สำหรับการเพิ่มจุดบริการ “Pick-up point” ใหม่ ในประเทศต่างๆนั้น  นับเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ประกอบการระยะไกล และเหล่า Digital Nomads เนื่องจากการทำงานในอนาคตไม่จำเป็นจะต้องรวมมาจากที่เดียวอีกต่อไป  และคาดว่า หลังจากเอสโตเนียเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ ผ่านระบบพลเมืองดิจิทัล อีกไม่นาน หลากหลายประเทศจะดำเนินการในแนวทางนี้เช่นกัน

เงินติดล้อ