STOREHUB บุกไทยขยายตลาด POS หวังติดปีก SMEs-Startup ไทยสู่การเป็น New Retail 4.0

3603

ในยุคที่การสื่อสารต้องรวดเร็วแ ละเรียลไทม์ ระบบจัดการหน้าร้าน และหลังร้านถือเป็นสิ่งสำคัญ บริษัท สโตร์ฮับ  (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเทคโนโลยีและให้บริการระบบการจัดการสต็อกสินค้า หรือระบบ POS บน iPad พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs พร้อมขยายตลาดสู่ประเทศไทยแบบเต็มกำลังภายในสิ้นปีนี้ หลังจากได้ทุนสนับสนุนมูลค่า 5.1 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก Vertex Ventures ในการระดมทุนรอบ Series A แนะผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเริ มปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

ไว ฮง ฟง ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ StoreHub

นายไว ฮง ฟง ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ StoreHub กล่าวว่า StoreHub ระบบบริหารจัดการการขายปลีกบนคลาวด์ ประกอบด้วย ระบบบริหารจุดขายบนไอแพด (POS) ระบบบริหารสินค้าคงคลังอัจฉริยะ CRM ระบบวิเคราะห์ธุรกิจ และการบริหารลูกค้า ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2014 ในประเทศมาเลเซีย และมีสำนักงานตั้งอยู่ในภูมิภาค 4 แห่ง ดูแลลูกค้าในกว่า 15 ประเทศ อาทิ กัวลาลัมเปอร์ มนิลา เซี่ยงไฮ้ กรุงเทพฯ เป็นต้น

โดยอุปกรณ์ iPad เป็นการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น อีกทั้งเป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัย มี UI (User Interface) ที่สวยงาม ใช้งานง่าย และประหยัด ทำให้ StoreHub เติบโตและได้รับความไว้วางใจจาก ลูกค้ามากกว่า 3,700 ร้าน ใน 15 ประเทศ ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นยอดการขายปลีกรวมได้ มูลค่า 270 ล้านเหรียญสหรัฐในเวลาเพียง 12 เดือน

สำหรับในปี 2561 นี้บริษัทเตรียมทุ่มเงินลงทุนในการขยายตลาดหลักในประเทศไทย เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโต ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีเอกลักษณ์และการมีสีสันของธุรกิจ SMEs นอกจากจะมีธุรกิจ SMEs แบบทั่วไปแล้วยังมีธุรกิจบนโลกโซเชียล (Social Commerce) อีกมากมาย ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดค้าปลีกเป็นอย่างมาก

สำหรับตลาดขายปลีกในประเทศไทยมี จำนวนกว่า 1.1 ล้านร้านค้า เพราะฉะนั้นธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมๆ จึงต้องพยายามอย่างหนักในการปรับตัวเพื่อให้ก้าวได้เร็วขึ้นกว่าคู่แข่ง ทั้งในเรื่องของยอดขายและกำไรสุทธิ StoreHub จึงนับเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับเหล่าผู้ประกอบการ SMEs และ Startup  ยุคใหม่ ทั้งขนาดเล็กและขนาดกลาง อาทิ ร้านขายปลีก ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายของชำ ร้านกาแฟ รวมไปถึงร้านสปา ซาลอน เป็นต้น

โดยตั้งเป้ายอดใช้บริการ Storehub เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ร้านค้า ภายในปี 2561 นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายเปิดรับพนักงานมากขึ้น และคาดว่าจะมีทีมงานใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่า รวมถึงมุ่งหาพันธมิตรทางธุรกิจกับร้านค้าปลีก สถาบันไฟแนนซ์ และธุรกิจ FMCG เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทย พร้อมมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อีคอมเมิร์ซ ที่ตอบโจทย์ธุรกิจขนาดเล็กกับการก้าวสู่การค้าออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย แม้ว่าเจ้าของธุรกิจจะไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้คาดว่าผลิคภะณฑ์ดังกล่าวจะออกสู่ตลาดภายในปีนี้

นาย ไว ฮง ฟง ยังเชื่อมั่นด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และเพิ่มประสิทธิภาพของ SMEs ที่มีหน้าร้าน โดยเฉพาะในยุคที่อีคอมเมิร์ซกำลังมาแรง และมีสินค้าราคาถูกจากจีนเป็นคู่แข่ง เน้นเรื่องการสร้างระบบเพื่อร้านค้า สำหรับธุรกิจร้านค้าที่ใช้บริการ StoreHub มีทั้งหมด 3 ประเภท แบ่งเป็นสัดส่วนได้ ดังนี้ ค้าปลีก 75% อาหารและเครื่องดื่ม 20% บริการ 5%

นอกจากนี้ StoreHub ยังทำการพัฒนาบริการเรื่องอีคอม เมิร์ซ ที่ช่วยให้ร้านค้าออฟไลน์ สามารถขยายสู่ออนไลน์ได้ง่ายขึ้น แม้ว่าเจ้าของธุรกิจจะไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยสนับสนุน SMEs และช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าในอนาคต รวมถึง StoreHub ยังเน้นเรื่องบริการหลังการขายให้กับลูกค้า โดยทีมงานประจำในประเทศซึ่งพร้อมทำงานกับลูกค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง