DITP แนะตลาดสมุนไพรไทยมาแรงหลังโควิด ปั้นผู้ประกอบการเจาะตลาดของขวัญของฝาก

78

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เล็งเห็นโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้าสมุนไพรไทย โชว์ความสำเร็จ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ” สร้างผู้ประกอบการสมุนไพรไทยต้นแบบในกลุ่ม HEALTH & WELNESS เพิ่มมูลค่าการส่งออก มองสินค้าสมุนไพรมาแรง แนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตอบโจทย์เทรนด์คนรักสุขภาพวิถีใหม่ คาดการณ์มูลค่าตลาดสูงถึง 5.63 ล้านล้านบาท ในปี 2573

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจดูแลรักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทำให้สมุนไพรกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ภาคธุรกิจในกลุ่ม HEALTH & WELNESS ทั่วโลกกำลังต้องการ ซึ่งคาดการณ์ว่าธุรกิจที่นำสมุนไพรไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต อาทิ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์สปา จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 166 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.63 ล้านล้านบาท ในปี 2573 และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกปี

AIA Health Happy

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของสินค้าสมุนไพร และต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ HEALTH & WELNESS ของไทยที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ จึงได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในกลุ่ม HEALTH & WELNESS ผ่านการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม หรือ BCG Model ด้วยการการอบรมให้ความรู้ การให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การสร้างคุณค่าและบรรจุภัณฑ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ ผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์” นายเอกฉัตร กล่าว

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดต่างประเทศ จัดขึ้นเป็นปีแรก ภายใต้แนวคิด “THE NEW ERA OF THAI HERB, Next Image and New Opportunities for Your Brand” มีผู้ประกอบการสมุนไพรไทยผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมการให้คำแนะนำในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำนวน  31 ราย โดยมุ่งเน้นตลาดกลุ่มของขวัญ ของฝาก และของที่ระลึกในช่วงเทศกาล โดยมี 10 แบรนด์ไฮไลท์ ได้แก่

  • STERLING ยาสีฟันที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยอย่างขมิ้น นำมาผสมผสานกับมังคุดและน้ำมันมะพร้าว
  • G&T ORGANIC แฮร์โทนิคที่มีส่วนผสมหลักจากว่านหางจระเข้ มะหาด ดอกอัญชัน
  • PINMISA แชมพูที่มีสารสกัดจากสมุนไพรไทยรวม 20 ชนิด
  • NAROES แชมพูที่มีสารสกัดจากมะคําดีควาย บอระเพ็ด มะรุม ใบย่านาง และสะเดา
  • SAKUNA ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่มีสารสกัดจากรังไหมสายพันธุ์หลืองไพโรจน์
  • MADAME ESTHER สบู่สำหรับผิวกายที่มาจากสารสกัดใบพลู
  • PATOM ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายจากกุหลาบมอญอินทรีย์
  • KHUNPHAT HERBAL ผลิตภัณฑ์อโรมากลิ่นตะไคร้
  • AROM ผลิตภัณฑ์อโรมาที่มีส่วนผสมและกลิ่นจากสมุนไพร เช่น ขมิ้นชัน กลิ่นมะลิ
  • TEVADA JAI DEE BRAND น้ำมันนวดสมุนไพรที่มาจากสมุนไพรไทยนานาชนิด

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 31 แบรนด์ จะถูกนำมาจัดแสดงในกิจกรรม “Shift to the New Market” ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายนนี้ ณ FACTOPIA ถ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ (Buyers) นักธุรกิจ สื่อมวลชนและผู้สนใจได้เข้าชมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนมีการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิง (Live Streaming) เพื่อเปิดโอกาสทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ สามารถดูผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบทั้ง 31 แบรนด์ได้ทาง E-CATALOGUE THAI HERB

โตเกียวมารีนประกันภัย