พรีม่า เดินหน้าผสานความร่วมมือรัฐ-เอกชน พาไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงด้านสุขภาพของภูมิภาค

114

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า (PReMA) ตอกย้ำภารกิจหลักตลอดระยะเวลา 50 ปีในการสนับสนุนนวัตกรรมด้านสุขภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย เดินหน้าผสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนด้านสาธารณสุข มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางสุขภาพในภูมิภาค”

สถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นการยกระดับวงการแพทย์ของประเทศไทยครั้งใหญ่ การระบาดในระลอกแรก แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมการติดเชื้อ จากประเทศที่ 2 ของโลกที่พบผู้ติดเชื้อ สามารถควบคุมผู้ติดเชื้อเกือบตลอดปี 2563 ให้มีเพียงหลักพันคน  และแม้การระบาดระลอกใหม่ จะลุกลามไปอย่างรวดเร็วจนมีผู้ติดเชื้อทะลุหลักหมื่นคน แต่หน่วยงานการแพทย์ของไทยก็สามารถรับมือได้เป็นอย่างดี ไม่มีการขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์เหมือนการระบาดครั้งแรก อีกทั้งจำนวนผู้หายป่วยในแต่ละวันก็มีจำนวนไม่น้อยไปกว่าผู้ติดเชื้อใหม่

AIA Health Happy

ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก Global Health Security(GHS) ให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางด้านสุขภาพเป็นอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ โดยเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียวที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ Top 10 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชีย แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถในการรับมือต่อภาวะการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ในระดับต้น ๆ ของโลก

แต่การยกย่องจาก GHS นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการรับมือกับโควิด-19 เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นภาพรวมของระบบสาธารณสุขไทยที่มีการพัฒนาอย่างรุดหน้ามาตลอดหลายสิบปี และหนึ่งในหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทย ก็คือ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า (PReMA)

พรีม่า เป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร แต่เป็นการรวบตัวของสมาชิกซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทผู้ผลิตยา และเวชภัณฑ์ ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิ  แอสตร้าเซนเนก้า, เบอริงเกอร์ ดินเกลไฮม์, ทาเคดา, ไฟเซอร์, แกล็กโซสมิธไคลน์, ไบเออร์ไทย, แจนเซ่น-ซีแลก, โนวาร์ตีส และดีเคเอสเอช เป็นต้น 

ดร.นรา เดชะรินทร์ นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) กล่าวว่า ความมั่นคงทางด้านสุขภาพของประเทศไทยเกิดจากการมีระบบประกันสุขภาพที่ดี ประกอบด้วย ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรรมด้านสุขภาพ ได้แก่ การพัฒนายาและวัคซีนนวัตกรรม เครื่องมือทางการแพทย์ และกระบวนการรักษาที่ทันสมัย และเรายังมีระบบการติดตามและควบคุมโรคที่ทันสมัย ซึ่งทำให้อัตราการเจ็บป่วยและอัตราการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ลดลง อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น ผู้ป่วยมีอายุที่ยืนยาวขึ้น

“ตลอดเวลา 50 ปี ของพรีม่า อุตสาหกรรมยาในประเทศไทยได้มีการจัดการกับสาเหตุสำคัญบางประการของโรคและความเจ็บป่วยที่คุกคามชีวิตของคนไทย  ทำให้ปัจจุบันจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเมตาบบลิซึม และโรคมะเร็ง มีจำนวนลดลงจากอดีต ส่งผลให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น จึงถือได้ว่านวัตกรรมทางเภสัชกรรมมีส่วนช่วยยืดอายุขัยให้กับคนไทย จึงเป็นงานที่พรีม่าให้ความใส่ใจและเร่งพัฒนาให้มากขึ้น”

ดร.นรา กล่าวต่อว่า สุขภาพที่ดีของประชาชนเป็นส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมสนับสนุนการเติบโตของระบบเศรษฐกิจประเทศ  แต่การจะสร้างความมั่นคงทางสุขภาพที่เข้มแข็งได้นั้น จำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การบริหารการเงินการคลังด้านสุขภาพ การเข้าถึงการให้บริการทางด้านสุขภาพได้อย่างทันท่วงที และความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการรักษา ยา และเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ  ซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมด้านสุขภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนา  พรีม่าก็จะเดินหน้าผสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนด้านสาธารณสุข มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางสุขภาพในภูมิภาค”

ด้าน นพ.ทวิราป ตันติวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า)  กล่าวว่า  ด้วยความมุ่งมั่นของพรีม่าและสมาชิกซึ่งเป็นบริษัทผู้วิจัยและพัฒนายานวัตกรรมต่าง ๆ ในการผลักดันและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อเสริมความเข้มแข็งของความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการดำเนินงานของพรีม่าในประเทศไทย จึงได้จัดให้มีการสัมมนาวิชาการ 50 Years of Health Innovation: Partnership for Regional Health Security” ขึ้น เพื่อจุดประกายและขยายกรอบความคิดร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความมั่นคงทางด้านสุขภาพให้กับประเทศไทย โดยมีหัวข้อสำคัญที่ครอบคลุมในเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความมั่นคงทางด้านสุขภาพในยุคที่โลกเชื่อมต่อถึงกัน การสร้างคุณค่าให้กับประเทศด้วยนวัตกรรมด้านสุขภาพ ความยั่งยืนทางการเงินในยุคสังคมผู้สูงวัย และการผสานความร่วมมือเป็นพันธมิตรเพื่อความมั่นคงทางด้านสุขภาพในระดับภูมิภาค

นพ.ทวิราป เสริมว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดยา ใหม่ ๆ เพื่อใช้รักษาโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลักของพรีม่าในการผลักดันให้เกิดการพัฒนายาใหม่ ๆ ด้วยการวิจัยและพัฒนา โดยทำงานผสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งหากได้การสนับสนุนจากภาครัฐและจากพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขและนำไปสู่การมีความมั่นคงทางด้านสุขภาพที่เข้มแข็งได้นั่นเอง

“สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการยกระดับความมั่นคงทางด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานผู้กำกับดูแลนโยบาย สถาบันวิจัยต่าง ๆ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน ในการร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในระบบสุขภาพให้เกิดขึ้น และประเทศไทยจะกลายเป็นต้นแบบให้กับนานาประเทศ และเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงของภูมิภาค ความมั่นคงทางด้านสุขภาพคือตัวชี้วัดสำคัญที่จะสะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย และยังเป็นผลต่อเนื่องที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางสังคมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากฐานไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศ”

นพ.ทวิราบ กล่าวต่อว่า การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ของนักวิจัยไทยมักประสบปัญหาในการต่อยอดสู่วงกว้าง ซึ่งอยากให้มองเราเป็นส่วนหนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่มองตลาดเมืองไทย 67 ล้านคน แต่ต้องมองออกไปถึงระดับอาเซียนที่มีคนกว่า 600 ล้านคน ที่ประเทศไทยจะเป็นฐานวิจัย พัฒนา และผลิตเพื่อส่งออก แต่วันนี้มีข้อจำกัดด้านกฏระเบียบที่ยังช้า ซึ่งการจะเป็นผู้นำสิ่งที่สำคัญคือเวลา  เราจะลดขั้นตอนการทำงานได้เร็วขึ้นมากแค่ไหน  ดังนั้น เมื่อเราเกิดการบูรณาการความร่วมมือในการยับยั้งการระบาดของโควิด-19 แล้ว ก็อยากให้เกิดการบูรณาการด้านสาธารณสุขโดยรวมอย่างยั่งยืน  เกิดความร่วมมือกันอย่าง 360 องศา จะนำประเทศไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางสุขภาพระดับภูมิภาคได้

Namseng Insurance