โควิดทำคนไทยใช้เงินออนไลน์เพลิน คาดอีก 5 ปี ไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว

227

แม้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะทำให้หลายๆ ธุรกิจต้องหยุดชะงัก สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็ไม่ได้มีแต่ความเสียหายที่โควิด-19 ทิ้งไว้เพียงอย่างเดียว เพราะโควิด-19 ยังได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้คนไปมากมาย ซึ่งหลายๆ พฤติกรรมก็เป็นผลดี ที่ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน พยามยามหาทางปรับเปลี่ยน แต่ที่ผ่านมาก็ทำได้ไม่มากนัก  เช่น การ Work from Home ซึ่งองค์กรยุคใหม่อยากจะใช้เป็นรูปแบบในการทำงาน รวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้คนให้เป็น Cashless Society สังคมไร้ธนบัติ เหมือนที่ประเทศจีนปรับเปลี่ยนไปแล้ว

เพราะการขอความร่วมมือ หรือการบังคับ คงไม่ได้ผลเท่ากับความหวาดกลัว โรคระบาดที่สามารถติดต่อกันง่ายๆ ด้วยการสัมผัส หรือมีการจับสิ่งของที่มีเชื้อโรคติดอยู่ ทำให้องค์กรต้องวางแนวทาง Work from Home  เพื่อให้พนักงานได้อยู่ห่างกัน  ขณะที่ภาคการจับจ่าย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกโครงการ ก็ใช้รูปแบบการโอนเงิน การชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ผนวกกับภาคเอกชนที่ออกกระเป๋าสตางค์บนมือถือ หรือที่เรียกว่า Wallet กันอย่างคึกคัก และเมื่อมีข่าวว่าโควิด-19 สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านธนบัตร ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนหันไปใช้เงินผ่าน Wallet และแอปพลิเคชั่นมากขึ้น  

AIA Health Happy

 สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า  ช่วงไม่มีกี่ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้บริโภคที่หันมาเลือกใช้วิธีการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมายิ่งเป็นเสมือนตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนพร้อมกันทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งวิซ่าเชื่อว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร

โดยสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นได้กระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ไม่เคยใช้วิธีการชำระเงินแบบคอนแทคเลสหันมาทดลองแตะเพื่อจ่ายแทนเงินสดมากขึ้น ผลสำรวจฉบับล่าสุดของวีซ่าเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคประจำปี พบว่า คนไทย 4 ใน 5 คน (82%) ได้ลองใช้ชีวิตโดยไร้เงินสด โดยค่าเฉลี่ยของกลุ่มสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยโดยเฉลี่ยสามารถใช้ชีวิตแบบไม่มีเงินสดติดตัว มีเพียงสมาร์ทโฟนได้ถึง 8 วัน  และ 68% ของกลุ่มสำรวจ ก็ไม่มีความเป็นห่วงในการใช้ชีวิตตลอด 1 วัน หากไม่มีเงินสดอยู่ในมือเลยสักบาท

ในจำนวนผู้มีประสบการณ์ในการใช้เงินดิจิทัล พบว่า ผู้บริโภคเลือกทดลองแตะเพื่อจ่ายผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดเป็นอันดับแรก (26 %) ตามด้วยแตะเพื่อจ่ายผ่านบัตรคอนแทคเลส (23%) และสแกนจ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด (21%)

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคถึงข้อดีของการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด คือ เป็นการช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรค (61 %) ไม่ต้องต่อคิวในธนาคาร (60 %) และช่วยให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบัญชีได้ง่ายขึ้น (59 %)  ถือว่าการสำรวจปีนี้มีผลเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมาก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 มาก เนื่องจากเหตุผลของข้อดีในการใช้ใช้จ่ายผ่านรูปแบบดิจิทัล สูงสุด 75% คือเรื่องความปลอดภัยที่ไม่ต้องถือเงินสด และเหตุผลการยับยั้งเชื้อโรคไม่เคยติดอันดับ

โดยผู้บริโภคชาวไทยรับรู้และคุ้นเคยกับการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดมากที่สุด (94%) ตามด้วยวิธีการชำระเงินแบบแตะเพื่อจ่ายผ่านสมาร์ทโฟน (92%) และการแตะเพื่อจ่ายผ่านบัตรคอนแทคเลส (89 %) ส่วนในด้านของการใช้งานจริงนั้น 45 % ของผู้ทำแบบสอบถามเลือกชำระเงินแบบแตะเพื่อจ่ายผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุด ตามมาด้วยการสแกนชำระผ่านคิวอาร์โค้ด (42 %) และแตะเพื่อจ่ายผ่านบัตรคอนแทคเลส (41 %)

สุริพงษ์ กล่าวว่า ผู้บริโภคชาวไทยเชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนตัวเร่งให้ประเทศก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเร็วขึ้นเพราะนวัตกรรมด้านการชำระเงินเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการสำรวจยังพบว่า การเก็บเงินสดไว้ในกระเป๋าสตางค์ของกลุ่มสำรวจมีลดลงถึง 51% หลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 เพราะต้องการใช้ e-payment แทน จากก่อนหน้าเกิดการระบาด ผลสำรวจพบว่าลดลงเพียง 30%

และกลุ่มสำรวจยังเชื่อว่าสังคมไร้เงินสดสามารถเกิดขึ้นได้จริงในปี 2026 ในขณะที่ก่อนการแพร่ระบาดคนไทยเคยคิดว่าสังคมไร้เงินสดจะไม่มีทางเกิดขึ้นก่อนปี 2030 อย่างแน่นอน 

สุริพงษ์ กล่าวต่อว่า วีซ่า ไม่ใช่บริษัทบัตรเครดิต แต่เป็นเน็ตเวิร์คทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เชื่อมโยงการชำระเงินในธุรกรรมจต่างๆ ภายใต้ความปลอดภัยสูงสุด ตลาดของวีซ่าในประเทศไทย ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ระดับ Top 10 ของโลก มีบัตรทั้งบัตรเครดิตและเดบิต อยู่ในตลาด 70 ล้านใบ มีการสนับสนุนให้ผู้ถือบัตรมีการแตะจ่ายเป็นคอนแทคเลส ผ่านบัตรเครดิต และเดบิตที่มีสัญลักษณ์คล้าย Wifi เอียงข้าง  ซึ่งไม่เพียงแต่สินค้าหลักร้อยบาท หรือพันบาท ที่สามารถแตะจ่าย แม้แต่ค่ารถประจำทาง 8 บาท หรือ 13-15 บาท  รวมถึงสินค้าในร้านสะดวกซื้อ 7-11 น้ำเปล่าขวดละ 7 บาท ก็สามารถแตะจ่ายได้

“ปีนี้จะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจภายใต้กระแสของความไม่แน่นอน ในขณะที่ผู้บริโภคต่างปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีการชำระเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ เหล่าร้านค้าและภาคธุรกิจต่างต้องก้าวให้ทันตามความต้องการของและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และต้องชื่นชมรัฐบาลไทยที่กระตุ้นให้ประชาชนเกิดการใช้ Cashless e-Payment ผ่านโครงการของรัฐ ให้เติบโตขึ้นอย่างมาก สำหรับวีซ่า เราจะยังมุ่งมั่นพัฒนาและร่วมมือกับทุกภาคส่วนในระบบนิเวศการชำระเงินเพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าตามแผนการฟื้นฟู และเติบโตต่อไปในอนาคต”

Namseng Insurance