5 เหตุผลลดน้ำหนักไม่สำเร็จ เลือก “ปรับ 3 อ. เพื่อหยุด อ.อ้วน”

371

วันที่ 4 มีนาคมของทุกปี ถือเป็น “วันโรคอ้วนโลก” หรือ World Obesity Day เพื่อมุ่งหวังให้ทุกคนตระหนักว่าความอ้วนเป็น “โรค” ที่ควรระวัง ซึ่งทุกวันนี้ ความอ้วนกลายเป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยในอันดับต้นๆ หลายคนพยายามหาวิธีลดน้ำหนัก แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ

นพ.ปราโมทย์ พัชรมณีปกรณ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเบาหวานไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวานไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า 5 อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ ได้แก่

AIA Health Happy

1.ขาดแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก เวลาเราทำอะไรยากๆ แล้วสำเร็จ เป็นเพราะเรามี Passion ยากแค่ไหนก็ทำได้ การลดน้ำหนักก็เช่นกัน ถ้าคุณมี Passion มากพอ รับรองว่าทำได้ ลองหาเหตุผลที่โดนใจสักข้อ เช่น ไม่อยากป่วยเป็นโรคจากความอ้วน อยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น ต้อง #(ไม่)หมด Passion

2.เข้าใจผิดคิดว่ากินสิ่งนี้แล้วไม่อ้วน คนส่วนใหญ่คิดว่ากินผลไม้เยอะแล้วไม่อ้วน ความจริงคือผลไม้มีน้ำตาลซึ่งให้พลังงานสูง เช่น ส้ม 1 ลูก (ผลเท่าลูกเทนนิส) ให้พลังงานเท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี  ถ้ากินส้ม 5 ลูกแทนข้าว ก็แปลว่าเรากินข้าวสวยไป 5 ทัพพี อาหารทอด อาหารผัด อาหารจานเดียวต่างๆ มีน้ำมันที่ซ่อนอยู่ในอาหารกลุ่มนี้ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำหวาน ชานม น้ำอัดลม ฯลฯ เราพังมาเท่าไหร่แล้วกับคำว่า “ไม่เป็นไร นิดเดียวไม่อ้วนหรอก”

3.ขี้เกียจออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การคุมอาหาร ลองเริ่มต้นครั้งละสั้นๆ 10-15 นาที แล้วค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเป้าหมายที่วางไว้ หรือเลือกกิจกรรมที่ชอบหรือเคยทำ เช่น ปั่นจักรยานอยู่กับที่แล้วเปิดดูซีรีส์ไปด้วย ไม่นานก็ครบเวลาที่เราตั้งไว้แล้ว #แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย

4.เครียดมาก หาทางออกด้วยการกิน เพราะอารมณ์มีอิทธิพลต่อการกิน ถ้าใช้การกินเป็นวิธีคลายเครียด แน่นอนเราจะกินมากกว่าปกติ กลับมาถามตัวเองสักนิดว่า มีวิธีคลายเครียดวิธีอื่นไหม เช่น ไปออกกำลังกายคลายเครียดแถมได้ลดน้ำหนัก หรือนั่งหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ช้าๆ ทำไปเรื่อยๆ 1 นาทีก็เห็นผล ถ้าทำต่อหลายๆ นาที หายเครียดชัวร์  #ถ้าเครียดไม่กิน #ถ้าเครียดให้ออกกำลัง #ถ้าเครียดให้หายใจลึกๆ

5.ลดน้ำหนักแบบตึงเกินไป จนเครียด ท้อ เลิกทำ การลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืนไม่ใช่การลดอย่างรวดเร็ว เช่น 10 กิโลในเวลา 1-2 เดือน พอลดได้แล้วก็เลิกทำไป แต่สิ่งสำคัญคือความสุขในระหว่างลดน้ำหนัก ถ้าบาลานซ์ได้ดีระหว่างความสุขจากกิน ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอกับน้ำหนักตัว เราจะประสบความสำเร็จในระยะยาว บางคนตั้งใจคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างดี แต่น้ำหนักลดน้อยหรือไม่ลดเพิ่ม ทำให้ท้อ เลิกทำ จุดนี้หมออยากให้กำลังใจว่าคนเรามีพันธุกรรมไม่เหมือนกัน การเผาผลาญไม่เท่ากัน จึงขอให้ทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป #ลดอย่างมีความสุข  #ถ้าไม่ลดเราไม่เลิก #(แม้)ไม่ลด(แต่ก็)ไม่เลิก

พร้อมกันนี้ นพ.ปราโมทย์ ได้แนะวิธีลดความอ้วนด้วยเทคนิค “ปรับ 3 อ. เพื่อหยุด อ.อ้วน” เริ่มจาก อ.อาหาร ปรับลดพลังงานในอาหารลงเพียง 500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ทำได้ครบ 7 วัน น้ำหนักลดลงครึ่งกิโลกรัม, อ.ออกกำลังกาย ปรับการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ออกกำลังกายให้ได้ 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ ถ้าจะให้ดี ควรออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance exercise) 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และ อ.อารมณ์ ปรับอารมณ์ให้ไม่เครียด มีสติเวลากิน

หลายครั้งการลดน้ำหนักเพียงลำพังไม่สำเร็จเพราะขาดตัวช่วย อาจเข้ารับคำปรึกษาจาก

1) คุณหมอ (Endocrinologist) เพื่อหาสาเหตุของภาวะอ้วนที่อาจแฝงอยู่ เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ โรคฮอร์โมนคอร์ติซอลสูง ฯลฯ ประเมินและรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน หรืออาจพิจารณายาช่วยลดน้ำหนักที่รับรองโดยอย.อย่างถูกต้องถ้ามีข้อบ่งชี้ และใช้ยาอย่างปลอดภัย

2)นักกำหนดอาหาร (Dietitian) จะช่วยประเมินอาหารที่เรากินว่ามากเกินไปหรือไม่ และกำหนดชนิด ปริมาณอาหารอย่างเหมาะสม

3) นักวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport scientist) จะช่วยแนะนำการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ทั้งชนิดการออกกำลังกาย ความหนักเบาที่เหมาะกับบุคคล

4)พยาบาล ผู้ให้ความรู้ (Obesity Co-ordinator) เพื่อช่วยประเมินพฤติกรรมการกิน อุปสรรคของการลดน้ำหนัก ร่วมกันตั้งเป้าหมายและให้กำลังใจในการลดน้ำหนัก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เบาหวานไทรอยด์และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 02-7551129-30 หรือไลน์ : @bangkokhospital

Namseng Insurance