SEAC เตือนองค์กรหันหน้าพัฒนาคน ก่อนติดหล่มโลก VUCA World

325

ถ้าเราจะถามถึงอนาคตของธุรกิจจากผู้บริหารสักสิบหรือร้อยบริษัทจากหลากหลายธุรกิจในเวลานี้ เชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด  คือ ยังมองไม่เห็นอนาคต !

คลื่นลูกแรกที่เรียกว่า ดิจิทัล ซัดเอาหลายๆ ธุรกิจซวนเซ หลายๆ ธุรกิจปรับตัวไม่ทัน ล้มหายตายจากไป ส่วนที่เหลือก็ต้องปรับตัว ทรานฟอร์มองค์กรกันอย่างหนัก  ยังไม่ทันที่องค์กรจะนิ่งดี ก็จะคลื่นลูกที่ 2 ที่หนักหนากว่า ในชื่อ โควิด-19  เปลี่ยนโลกที่เราอยู่กลายเป็น “VUCA World”

AIA Health Happy

VUCA World คือ โลกที่มีรวมเอาความผันผวน ยากต่อการคาดเดา (Volatility) มีความไม่แน่นอนสูง ขาดความชัดเจน (Uncertainty) มีความซับซ้อนสูง มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ (Complexity) และมีความคลุมเครือ ยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ (Ambiguity) 

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (Southeast Asia Center) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน  มองแนวโน้มของโลก VACA World ที่จะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจว่า เมื่อโลกเปลี่ยนไปจากเดิมจนหมด คู่แข่งเปลี่ยน เกมการตลาดเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนในองค์กรที่มีอยู่เดิม มีทักษะเดิมๆ แต่ต้องเผชิญกับบริบทใหม่ๆ นี้ จะสามารถรับมือได้หรือ  หรือมีความพร้อมจะรับมือหรือยัง

“สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องรู้ คือ ความไม่แน่นอนของโลกเศรษฐกิจในวันนี้ยังจะคงอยู่กับเราต่อไป แต่จะนานแค่ไหน หรือจะจบเมื่อไหร่ไม่มีใครกำหนดได้ หรือที่เรียกว่าวิกฤต VUCA World หลังโควิด-19 ดังนั้น ทุกองค์กรต้องไม่นิ่งนอนใจและเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น และต้องใส่ใจกับตัวแปรมีนัยยะสำคัญ นั่นคือ การทรานส์ฟอร์ม “คน” ให้สำเร็จ เพราะต่อให้องค์กรมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด มีข้อมูล Data ที่มากที่สุด แต่ถ้าคนไม่เปลี่ยนวิธีคิด สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิดประโยชน์ และองค์กรจะสำเร็จยากขึ้น ดังนั้นการเสริมภูมิศักยภาพให้ “คน” เกิดวิธีคิดแบบ “Lifelong Learning Mindset” เพื่อค้นหาวิธีการและทักษะใหม่ New Skillset ด้วยตัวเอง ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจมากที่สุด”

อริญญา กล่าวว่า ข้อมูลจากสถาบันแมคเคนซี่(McKinsey Global Institute-MGI) เผยว่า ผู้บริหารองค์กรระดับโลกกว่า 87% ยอมรับว่า องค์กรของตนกำลังประสบปัญหาบุคลากรในองค์กรไม่มีความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง เพราะมีทักษะไม่พอ ขณะที่ผลสำรวจของ PWC ก็พบว่า องค์กรที่ต้องการจะผลักดันในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องพัฒนาบุคลากรของตนเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า จากที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทั้ง 2 ผลการสำรวจนี้ เป็นการสำรวจในระดับโลก ซึ่งเมื่อกลับมามองที่ประเทศไทย ก็เชื่อว่าแนวโน้มเหล่านี้จะหนักหนามากกว่า เพราะจากการสำรวจองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าใช้งบประมาณเพียง 1% จากกำไรขององค์กร ในการพัฒนาบุคลากรของตน

โดยในวงเสวนา SEAC Talks Forum: Essential Skills for Thai Workforce 2021  SEAC ได้นำเสนอภาพกระแส NEW WORKFORCE 2021 เพื่อให้องค์กรสามารถเตรียมปรับรูปแบบการทำงานใหม่ๆ กับความท้าทายใหม่ ทั้งองค์กรและคนทำงานทุกคน ได้แก่

  1. Cross-gen Workforce กับคนทำงาน 4 เจนเนอเรชั่นที่มาทำงานร่วมกันในองค์กร การเพิ่มเจนใหม่เข้ามาร่วมทำงาน และนับเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อโลกธุรกิจยุคใหม่ คือ เด็ก Gen Z กลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย ที่อยู่แวดล้อมที่แตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดสร้างสรรค์ และชอบความท้าทาย นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายองค์กรว่าต้องทำอย่างไร ถึงจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้ เพราะใช้วิธีการรูปแบบเดิมๆ จะไม่สามารถใช้กับ Gen Z ได้ต่อไป องค์กรต้องเร่งปรับและแสวงหารูปแบบวิธีการทำงาน วิธีการสื่อสารใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์การทำงาน เพื่อให้ทั้ง 4 Generations สามารถทำงานด้วยกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  2. Remote Work ที่เป็น Now Normal สถานที่ทำงานอาจไม่ใช่คำตอบของการทำงานอีกต่อไป ยิ่งหลังสถานการณ์โควิด-19 หลายองค์กรหันมาทำงานแบบ Remote Work มากขึ้น ดังนั้น โจทย์ขององค์กรในอนาคต คือ ต้องทำอย่างไรที่จะสามารถสร้าง Engagement ระหว่างคนและองค์กรรูปแบบใหม่ๆ สร้างการสื่อสารแบบไหน การประเมินผลสำหรับการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร รวมถึงรูปแบบการบริหารจัดการกลุ่มคนที่ทำงานจากต่างสถานที่กัน ซึ่งเรายังต่อเรียนรู้และนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนในการทำงานแบบระยะไกลมากขึ้น มากกว่าการประชุมผ่านแอปพลิเคชั่นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
  3. Revisit และปรับการสื่อสารภายในองค์กรอย่างจริงจัง ปีหน้าสภาวะของเศรษฐกิจและธุรกิจ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้นองค์กรต้องเน้นสื่อสารให้ถี่ขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้น และโจทย์สำคัญ คือ องค์กรจะสื่อสารกับคนในองค์กรอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ สามารถแย่งชิงเนื้อหา ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่ปริมาณต่อวันเยอะมากๆ ได้ รวมทั้งทำอย่างไรให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการเนื้อหาที่สั้น กระชับ ตรงประเด็นและถี่มากที่สุด รวมถึงมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น
  4. Work Life Integration เทรนด์ใหม่กับชีวิตที่ไม่ต้อง Balance คือ การผสมผสานชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกัน “คน” ต้องมาเริ่มเปลี่ยน Mindset ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้งานและชีวิตสามารถเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งกว่า 80% ขององค์กรระดับโลกให้ความสนใจและเริ่มหันมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง อาทิ เราใช้ช่วงเวลากลางวันในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า ประชุมกับเพื่อนร่วมงาน และไปรับส่งลูก ดังนั้น เราใช้ช่วงเวลากลางคืนในการเคลียร์งานในส่วนของเรา เป็นต้น
  5. Reskill & Upskill มุ่งพัฒนา Soft Skills และ Mindset นัยยะสำคัญ คือ การที่องค์กรส่วนใหญ่ของโลกได้เริ่มทรานส์ฟอร์มองค์กรและคนอีกครั้ง ผ่านการวาง Roadmap ที่ชัดเจนเลยว่าพนักงานแต่ละคน แต่ละแผนกจะต้องอัพสกิลเรื่องอะไรบ้าง รีสกิลเรื่องอะไรบ้าง และสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น คือ เรื่องของ Soft Skills และ Mindset เพื่อที่จะไปตอบบทบาทและหน้าที่การทำงานของแต่ละคนมากขึ้น

อริญญา กล่าวต่อว่า การ Reskill & Upskill ไม่ใช่แฟชั่น หรือเทรนด์ แต่ต้องเกิดจาก Mindset ของทั้งผู้บริหาร พนักงาน และฝ่ายบุคคล ที่มองไปในทางเดียวกันเพื่อยกระดับพนักงานขององค์กร  กลยุทธ์ต้องมีความชัดเจน และคนในองค์กรต้องมีความพร้อม เปลี่ยนการเรียนรู้จากการถูกส่งจากบริษัทให้ไปเรียน1 หรือ 2 คลาสต่อปี เป็นการเรียนแบบ Lifelong Learning เรียนรู้ทุกวัน เรียนรู้ด้วยตนเองหาความรู้ใหม่ๆ จากสื่อรอบตัว วันละอย่างน้อยเพียง 12 นาที ทำให้เป็นนิสัย ก็จะสามารถยกระดับตนเองขึ้นมาได้ 

ด้าน อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ Head of People LINE MAN Wongnai   กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ คนทำงานก็ต้องปรับตัวเร็ว มีความ Agile มี Growth Mindset กล้าทดลองทำสิ่งใหม่ๆ  กล้าเปลี่ยนแปลงกล้าล้มเหลว เพื่อค้นหาสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น อีกทั้ง ในส่วนของหัวใจการทำงาน คือ การมองเพื่อนร่วมงานเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เราจะปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นเพื่อนกัน เป็นพี่น้อง เป็นคนที่มีความต้องการและความเจ็บปวดเหมือนกับเรา สุดท้ายก็เป็นการเตือนตัวเองและทีมให้ปฏิบัติต่อพนักงานอย่างมีความเคารพและเหมาะสมที่สุด

“วันนี้ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็กเหมือนในอดีต แต่เป็นยุคของปลาเร็ว กินปลาช้า อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง และไม่กลัวที่จะล้มเหลว แต่ต้องกล้าเรียนรู้ ผิดหรือถูกก็ต้องลอง ที่ Wongnai ก็เคยทดลองจาก 10 ได้เพียง 2 มาแล้ว แต่ที่สำคัญ คนในองค์กร CEO กับฝ่าย HR ต้องมีการคุยกันบ่อยๆ ร่วมกันมองไปในทิศทางเดียกัน” 

ขณะที่ อภิชาติ ขันธวิธิ เจ้าของเพจ HR The Next Gen และ Co-Founder QGEN  กล่าวว่า ปัจจุบัน Speed เป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ ทุกองค์กรต้องปรับตัวอยู่เสมอ ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้องค์กรแข่งขันบนเวทีการค้าได้คือเรื่องของ “คน” ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะลงทุนเรื่องเทคโนโลยีพัฒนาสินค้าดีๆ แต่ถ้าวางระบบคนไม่ดี หรือไม่ได้เลือกคนที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็คงไม่สามารถดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของการทำงานในองค์กรให้ออกมาได้ เมื่อคนเก่งขึ้น องค์กรจะแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

“เราเห็นกันอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในเวลานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราไม่ Upskill หรือ Reskill เหมือนเรากำลังวิ่งแข่ง เราวิ่งช้า แต่ Skill ใหม่ๆ วิ่งตามหลังเราอยู่ และถ้าเกิด Skill วิ่งนำหน้าเรา ตัวเราเองก็จะถูกถอดออกจากการแข่งขันของโลกที่เราวิ่งกันอยู่ในเวลานี้ เมื่อเราวิ่งในในวงจรนี้ไม่ได้ เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าในองค์กร  เมื่อองค์กรจะวิ่งไป ก็คงไม่เอาคนที่ไม่มีคุณค่าไปด้วย นี่คือสิ่งที่เราจะเจอ และถ้าเราไม่มีความตระหนักในการพัฒนาตนเองให้เห็นผลชัดเจน มันจะส่งผลต่อตัวเราเป็นอย่างแรก และถ้าคนในองค์กรทั้งองค์กร หรือตัวองค์กรไม่ได้มีความคิดเรื่องการ Reskill-Upskill ก็จะส่งผลไปกระทบกับ Performance ขององค์อย่างชัดเจน”

Namseng Insurance