IPO เนื้อหอม SCGP พร้อมระดมทุนก้าวสู่ผู้นำ Packaging อาเซียน

326

สภาพของตลาดหุ้นในปีนี้  คงทำให้นักลงทุนเหี่ยวเฉามาตลอดทั้งปี นับตั้งแต่สงครามการค้าจีน-สหรัฐที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปีก่อน  ข้ามปีมาไม่เท่าไหร่ โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ก็ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกพังหนักขึ้นอีก   แต่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้อนรับ IPO น้องใหม่ ที่น่าจะสร้างความคึกคักให้กับตลาด ด้วยธุรกิจที่ไม่เพียงแต่อยู่ภายใต้ชายคาองค์กรใหญ่ในฝันของเมืองไทยอย่าง SCG เท่านั้น  รูปแบบธุรกิจที่ดำเนินงานก็ถูกพิสูจน์มาแล้วว่า หากเศรษฐกิจดี ก็จะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต แต่หากเจอวิกฤตอย่างโควิด-19  ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตได้ นั่นคือ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง  หรือ SCGP

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เริ่มต้นจาก บริษัท สยามพลับแอนด์เปเปอร์ ในปี 2518 ในธุรกิจเยื่อและกระดาษ ที่ดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษ  กล่องลูกฟูก และกระดาษพิมพ์ Idea ที่ผู้บริโภครู้จักดี  ธุรกิจกระดาษของเอสซีจีเติบโตเป็นอย่างดี จนมีการขยายออกไปสู่ตลาดเวียดนาม และอินโดนิเซีย ในช่วงป 2549-2557 และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น เอสซีจีเปเปอร์  มาถึงปี 2558 เอสซีจีมีการรีแบรนด์ และยกระดับธุรกิจ เอสซีจีเปเปอร์ ขึ้นเป็น เอสซีจี แพคเกจจิ้ง  ขยายธุรกิจจากบรรจุภัณฑ์กระดาษ สู่บรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์ และบรรจุภัณฑ์อาหาร  โดยมีการขยายตลาดเข้าไปในประเทศมาเลเซีย

ไทยสมุทรประกันชีวิต 63

ถึงวันนี้ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กลายเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรของภูมิภาคอาเซียน และเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำ จึงตัดสินใจนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนี้ ซึ่งประมาณการว่าในเดือนตุลาคมนี้ จะเริ่มเปิดการซื้อ-ขาย ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

  แล้วทำไมหุ้น IPO เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จึงน่าสนใจ ?

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันจะแตกต่างกันไปเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องมี ต้องใช้ในทุกวัน คือ แพคเกจจิ้ง  เพราะแพคเกจจิ้งในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงหีบห่อ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยรักษาสินค้าภายในเท่านั้น หรือการเป็น Silence Salesman พนักงานขายที่พูดไม่ได้ แต่ดึงดูดให้คนสนใจซื้อได้ เท่านั้น แต่หลายๆ ครั้งแพคเกจจิ้ง ยังเป็นสร้างภาพพจน์ของแบรนด์ ที่สมาร์ทโฟนไฮเอ็นท์ อย่าง ไอโฟน หรือซัมซุง นิยมใช้กัน

และบทพิสูจน์ล่าสุด ในวิกฤตโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า แพคเกจจิ้งมีความสำคัญอย่างไร เมื่อทุกบ้านต้องสั่งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์  หรือสั่งอาหารเดลิเวอรรี่  ภาพที่เห็นคือกล่องพัสดุ หรือกล่องอาหาร  ที่กองเต็มอยู่ในเกือบทุกบ้าน

ในปี 2562 เอสซีจี แพคเกจจิ้ง มีรายได้ตลอดทั้งปีกว่า  89,000 ล้านบาท  เป็นกำไรสุทธิกว่า 5,890 ล้านบาทและผ่านมาตลอดครึ่งปีนี้ ที่ประเทศไทยต้องควบคุมการระบาดของโควิด-19 จนต้องล็อกดาวน์ไปหลายเดือน  หลายธุรกิจหยุดชะงัก แต่เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กลับทำรายได้ครึ่งปีนี้กว่า  45,900 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิถึง 4,198 ล้านบาท

พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า IPO ตัวนี้ แข็งแกร่งเพียงใด

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า  เอสซีจี แพคเกจจิ้ง มีเป้ามายในการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยชูศักยภาพเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน มุ่งเน้นตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ กระดาษบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ ทั้งแบบอ่อนตัวและแบบคงรูป บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร เยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียน โดยมีการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

“อาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน ซึ่ง SCGP มีฐานการผลิตใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย  และมี 4 เมกะเทรนด์ที่จะส่งผลดีต่อปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์  ประกอบด้วย  อัตราการบริโภคบรรจุภัณฑ์กระดาษและบรรจุภัณฑ์จากพอลิเมอร์ที่เพิ่มขึ้น  การเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรและไลฟ์สไตล์  การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น”

ด้าน กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ปัจจุบัน SCGP มีการปรับโมเดลธุรกิจจากอุตสาหกรรมการผลิต สู่การเป็น Packaging Solutions Provider โดยมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจทั้งแบบ B2B B2B2C และ B2C ตลอดจนการเร่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการแบบครบวงจรเพิ่มขึ้น การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลดีต่อการเติบโต

โดยในปี 2563 SCGP  ได้ทำการเจรจาและลงนามในสัญญาซื้อหุ้นกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ในเวียดนามที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ นอกจากนี้อยู่ระหว่างขยายกำลังผลิตอีก 4 โครงการ ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งทยอยแล้วเสร็จในปี 2563–2564 ช่วยเพิ่มความสามารถการผลิตบรรจุภัณฑ์และขยายส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น จึงเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) เพื่อระดมทุนนำมาใช้ขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

โดยบริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม และแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ 9 ราย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ประกอบด้วย (1) บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (2) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด (3) บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (4) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (5) บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) (6) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (7) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) (8) บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ (9) บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน วีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า ขณะนี้แบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และแบบ Filing ของ SCGP มีผลใช้บังคับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบัน SCGP มีทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท โดยเป็นทุนที่ออกและชำระแล้ว 3,126 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 3,126 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,127.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ (ไม่รวมหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน อาจใช้สิทธิซื้อหุ้น IPO จากบริษัทฯ ในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

นอกจากนี้อาจจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น รวมคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.3 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังเสนอขายครั้งนี้ (กรณีที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) ทั้งนี้ จำนวนหุ้นที่เสนอขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทฯ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ (ถ้ามี)

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม กล่าวว่า SCGP เป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยมีกลุ่มนักลงทุนหลักแบบเฉพาะเจาะจง (Cornerstone Investors) จำนวน 18 ราย ได้ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement รวมทั้งสิ้น 676.53 ล้านหุ้นหรือประมาณ 60% ของจำนวนหุ้น IPO ที่เสนอขายครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบัน และสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ SCGP ที่เป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย

ล่าสุด SCGP ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 33.50 – 35.00 บาทต่อหุ้น จากนั้นจะสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuilding) เพื่อกำหนดราคาเสนอขายสุดท้ายซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ประมาณวันที่ 8 ตุลาคม 2563 โดย กำหนดระยะเวลาจองซื้อของผู้จองซื้อแต่ละประเภท ดังนี้

ผู้ถือหุ้นสามัญของ SCGP ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร, ผู้ถือหุ้นของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น, ผู้มีอุปการคุณของ SCGP สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 28 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2563 (เฉพาะวันทำการ)

ผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 1, 2 และ 5 ตุลาคม 2563

บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 5-7 ตุลาคม 2563

โดยจะต้องจองซื้อที่ราคา 35.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น (“ราคาจองซื้อ”) อย่างไรก็ตามหากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาจองซื้อ จะมีการคืนเงินค่าส่วนต่างแก่ผู้จองซื้อทุกรายหลังสิ้นสุดการเสนอขาย

AIA สู้ทุกระยะโรคร้าย