สสว. จับมือ BOCT ติดปีก SME เจาะตลาดจีน พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก

331

ตลาดประเทศจีน ยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจที่สุด แม้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะเริ่มต้นขึ้นที่นั่น แต่ด้วยการควบคุมดูแลที่ถือว่าดีเยี่ยมของรัฐบาลจีน  ก็ทำให้เชื่อได้ว่าอีกไม่นาน ตลาดการค้าระหว่างจีนกับนานาประเทศ รวมถึงประเทศไทยก็จะเปิดขึ้นได้อีกครั้ง

ซึ่งความสำคัญของตลาดจีนนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มองเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะสามารถขยายตลาดไปได้ หากสินค้าหรือบริการมีคุณภาพและมาตรฐานตรงกับความต้องการ จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง สสว. กับ ธนาคารแห่งประเทศจีน (BOCT) มอบสิทธิประโยชน์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิกของ สสว. เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการเจาะตลาดประเทศจีน พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน ขยายความร่วมมือในทุกๆด้าน 

Namseng Insurance

วีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2563 ภาคเศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว จากการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐ และการบริโภคในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดประเทศ ให้นักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มเข้ามาได้บางส่วนในเดือนตุลาคมนี้ แต่เศรษฐกิจในกลุ่มผู้ประการรายย่อย (MSME) มีแนวโน้มหดตัวกว่าประมาณการเดิม จากประมาณการ GDP MSME ของ สสว. โดยใช้ MSME IO Table และ Macro Model คาดว่า จะหดตัวถึงร้อยละ 9.5 จากเดิมที่ประมาณการไว้อยู่ที่ 7.858 ล้านล้านบาท หดตัวลงมาอยู่ที่ 7.113 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของการบริโภคทั้งภาครัฐและเอกชนมีแนวโน้มหดตัวลงกว่าเดิม ทิศทางการบริโภคภายในประเทศยังไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ชะลอตัวลง

ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักของ MSME ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 ยังคงปรับตัวลดลงเกือบทุกตลาด มีเพียงตลาดสหรัฐที่ขยายตัวได้ 19.9% สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของ MSME ในปี 2563 ที่ขยายตัวได้ ได้แก่ สินค้ากลุ่มผลไม้สด (+13.4%) สินค้ากลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ (+10.6%) และสินค้ากลุ่ม ยานยนต์และส่วนประกอบ (+6.0%) ในทางกลับกันสินค้าส่งออกสำคัญที่ยังหดตัวต่อเนื่องในปีนี้ คือ สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่ปรับตัวลดลง 48.1%

ขณะที่ภาพรวมการส่งออกไปจีนของ MSME ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563  MSME มีการส่งออกไปยังประเทศจีนมูลค่า 2,585.0 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 16.9% ของ MSME Export ทั้งหมด จึงนับเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญลำดับที่หนึ่งของ MSME โดยอัตราการขยายตัวลดลง 2.7% ซึ่งสาเหตุที่สำคัญมาจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดในจีนตั้งแต่ต้นปี สินค้าส่งออกที่สำคัญของ MSME คือผลไม้ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปยังจีนมากที่สุด คิดเป็น 75% ของมูลค่า MSME Export ไปยังจีนทั้งหมด และยังมีการเติบโตต่ออย่างเนื่องแม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

โดย MSME ส่งออกสินค้าทางการเกษตรไปยังจีน 1,310 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 50.7% (เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีสัดส่วน 44.5%) ของการส่งออกไปยังจีนทั้งหมด และมีอัตราการขยายตัวเท่ากับ 10.8% โดยสินค้าทางการเกษตรที่ MSME ส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่ 84.5% เป็นสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป ได้แก่ ผลไม้ ปลา และเนื้อสัตว์ และอีก 14.5% เป็นสินค้าเกษตรแปรรูป ได้แก่ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช และ พืชผักแปรรูปจึงทำให้จีนยังคงสามารถเป็นตลาดหลักในการส่งออกที่สำคัญของไทยขณะนี้ ดังนั้นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงได้เร่งขยายความร่วมมือกับหน่วยงานจีนในทุกระดับเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขยายตลาดการค้ากับประเทศจีนมากขึ้น

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สสว. กับ Bank of China (Thai) Public Company Limited หรือ BOCT ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารแห่งประเทศจีน (ฮ่องกง) จำกัด ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่สำคัญในฮ่องกง อยู่ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศจีน (ธนาคารแม่) มีสาขาเป็นจำนวนมากครอบคลุมทั้งประเทศจีนและในอีก 62 ประเทศทั่วโลก และมีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ค้าขายในภูมิภาคต่างๆ เช่น อเมริกาใต้ แอฟริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และอาเซียน  มีเป้าหมายร่วมกันในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ให้สามารถขายตลาดและการค้าขายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้ง ยังมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 หน่วยงาน เพื่อพัฒนาและกระชับความร่วมมือในการส่งเสริมเอสเอ็มอีร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ในการแสวงหาโอกาสและขยายตลาดร่วมกัน

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศจีนผ่านช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการสนับสนุนและจัดกิจกรรมส่งเสริม SME ร่วมกัน รวมถึงจัดสัมมนาและกิจกรรมพัฒนาขีดความสามารถของ ผู้ประกอบการ การพิจารณาให้บริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินของธนาคารแก่ ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ สสว. และการให้ส่วนลดและสิทธิพิเศษแก่ผลิตภัณฑ์ของสมาชิก สสว.

“ในความร่วมมือครั้งนี้ BOCT จะให้สิทธิพิเศษทั้งในเรื่องการให้บริการ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ สสว. และให้ส่วนลดและสิทธิพิเศษแก่ผลิตภัณฑ์ของสมาชิก สสว. ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และรับรองมาตรฐานตามที่แต่ละภูมิภาค และประเทศกำหนด ซึ่งความร่วมมือกับ BOCT ในครั้งนี้ ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้สินค้าของไทยประสบความสำเร็จในตลาดจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ BOCT ขยายเข้าไปได้มากยิ่งขึ้น” วีระพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังรวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและเอสเอ็มอีของทั้ง 2 ประเทศ เช่น ข้อมูลการจัดงานแสดงสินค้า งานสัมมนา การจัดคณะผู้แทนทางธุรกิจ การจับคู่ทางธุรกิจ และการประชุมออนไลน์ เป็นต้น รวมทั้งจะร่วมกันจัดประชุม และจัดกิจกรรมพบปะทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มสมาชิกของทั้งสองหน่วยงานได้มีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกัน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านธุรกิจ ให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้

“เรามีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 1,000 ราย ที่มีศักยภาพพร้อมจะก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้ แต่ที่ผ่านมากลับมีผู้ประสบความสำเร็จหลัก 10 รายเท่านั้น  ที่สามารถผ่านมาตรฐาน เมื่อเราได้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง BOCT มาช่วยก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถพาผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในตลาดจีน และประเทศอื่นๆ ได้มากขึ้น  โดยในช่วง 3 เดือนจากนี้  สสว.จะเดินเรื่องการสร้างมาตรฐานให้ตรงกับที่ตลาดต้องการ  และเริ่มการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ไปก่อน เมื่อสถานการณ์โควิดดีขึ้น จนทำให้ประเทศต่างๆ เปิด เราก็พร้อมรุกตลาดได้ทันที”  ผู้อำนวยการ สสว. กล่าว

AIA Health Happy