เมกาบางนา ปรับใหญ่หลังคลายล็อก ดึง “เซ็นทรัล” ร่วมขบวนชิงกำลังซื้อ

732

การเปิดตัวของสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ และไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ บนถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำเอาสมรภูมิค้าปลีกฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ร้อนฉ่า

เส้นทางกรุงเทพ-ชลบุรี ที่เคยเป็นเส้นทางผ่านสู่การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้า  ตั้งแต่ในอดีต มีความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ หลังจากสนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ ศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย  โรงพยาบาลใหญ่  รวมถึงโครงการที่พักอาศัยของทุกแบรนด์อสังหาริมทรัพย์  ก็เข้ามารวมกันอยู่บนถนนเส้นหลัก บางนา-ตราด หรือถนนเทพรัตน์

Thailife Life Fit

เมื่อแนวโน้มการแข่งขันชิงกำลังซื้อของผู้บริโภครุนแรงขึ้น อีกทั้งยังมีโครงการค้าปลีกยักษ์ใหญ่จากฝั่งเดอะมอลล์ที่เตรียมจะเปิดตัวเร็วนี้  ทำให้ศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่บนถนนบางนา-ตราด  เมกาบางนา ต้องปรับตัวครั้งใหญ่หลังจากปลดล็อกจากสถานการณ์โควิด-19

ปพิตชญา สุวรรณดี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา  กล่าวว่า  หลังจากที่เมกาบางนาได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งตามนโยบายผ่อนคลายล็อกดาวน์ของภาครัฐ เมกาบางนาได้ดำเนินการตามมาตรการด้านสุขอนามัย เน้นความสะอาด ปลอดภัย และความสะดวก ตามแบบวิถี New Normal ซึ่งได้รับความร่วมมือจากร้านค้าผู้เช่าเป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจกลับมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2563 เมกาบางนาได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า สร้างความพึงพอใจสูงสุด ตามแนวคิด มีทติ้ง เพลส” ของคนในกรุงเทพฯ ตะวันออก ที่เป็นมากกว่าสถานที่ช็อปปิ้ง แต่เป็นสถานที่พบปะของครอบครัวและเพื่อนฝูง ที่มอบประสบการณ์แห่งเสียงหัวเราะและคืนความสุขให้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งเมกาบางนาจะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก คือ (1) การปรับเปลี่ยนร้านค้า และบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ของลูกค้า (2) เพิ่มที่จอดรถและปรับปรุงภูมิทัศน์ของศูนย์การค้าฯ เพื่ออำนวยความสะดวกและเสริมประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้า และ (3) การมอบสิทธิประโยชน์ในแคมเปญการตลาดต่างๆ ให้ลูกค้าคุ้มค่าสูงสุด ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

โดยไฮไลท์สำคัญของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ คือ คือการปรับเปลี่ยนของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ปรับห้างสรรพสินค้าโรบินสันที่มีอยู่เดิม เป็นห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานและครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยห้างเซ็นทรัล มีจำนวน 3 ชั้น  รวมพื้นที่ใช้สอยกว่า 13,000 ตร.ม.  ด้วยสินค้าที่มีกว่า 1,000 แบรนด์  ซึ่งการเปิดให้บริการในวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 นี้ ถือเป็นเพียงเฟสแรกก่อน (Minor Renovation) และจะทยอยปรับโฉมอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสมบูรณ์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งขยายพื้นที่สาขาร่วมกับศูนย์การค้าเมกาบางนาอีกครั้ง ในปี 2565

“ห้างเซ็นทรัลจะเป็นหนึ่งในผู้เช่าหลักรายใหญ่ที่เป็น Magnet สำคัญของศูนย์การค้าเมกาบางนา ตอกย้ำความเป็น ‘มีทติ้ง เพลส’ (Meeting Place) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพตะวันออก ร่วมเติมเต็มความสุข สนุกสนาน และยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ครบครันครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าของเมกาบางนา จากข้อมูลในปี 2562 เมกาบางนามีจำนวนลูกค้าใช้บริการกว่า 50 ล้านคน และเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง โดยลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นฐานลูกค้าที่มีศักยภาพ ช่วยต่อยอดเป้าหมายทางธุรกิจให้กับห้างเซ็นทรัลได้อย่างดี รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าของห้างเซ็นทรัล ก็จะได้สัมผัสประสบการณ์แห่งการช้อปปิ้งใหม่ๆ บริการที่สะดวกสบาย และปลอดภัย ภายในศูนย์การค้าเมกาบางนาเช่นเดียวกัน” ปพิตชญา กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเมกาบางนายังมีการขยายและปรับเปลี่ยนร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการอันหลากหลายเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานแต่ยังต้องมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัว โดยนอกจากการเปิดตัวของห้างเซ็นทรัลที่ เมกาบางนายังจะเพิ่มแบรนด์สำคัญๆ เข้ามา อาทิ Dior และ YSL ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่ลูกค้าของศูนย์ฯรอคอยกันมานาน และในไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป เมกาบางนาจะมีร้านค้าและแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาอีกมาก ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า

นอกจากนี้ เมกาบางนาได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ด้านนอกของโซนเมกา ฟู้ดวอล์ค ภายใต้คอนเซปต์ Scandinavian Playground สนามเด็กเล่นธรรมชาติขนาดใหญ่ พร้อมสายน้ำ (stream valley) และบ่อทราย (sand dune) ภายใต้บรรยากาศสวนต้นไม้อันรื่นรมย์ที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ เพื่อให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน โดยขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จไปมากกว่า 50% และเปิดให้ลูกค้าได้เข้ามาพักผ่อนแล้ว จนกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมกาบางนา ทั้งนี้การปรับปรุงกำหนดเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกันยายนนี้

นอกจากการช้อปปิ้ง อีกส่วนสำคัญคือที่จอดรถของผู้เข้ามาใช้บริการ  เมกาบางนายังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการก่อสร้างอาคารจอดรถจำนวน 8 ชั้นแห่งใหม่ เพิ่มที่จอดรถมากกว่า 2,000 คัน ภายใต้งบประมาณกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2564 และทำให้ศูนย์การค้าเมกาบางนามีที่จอดรถรวมกว่า 12,000 คัน

สำหรับครึ่งหลังปี 2563 เมกาบางนา ยังคงดำเนินการตามมาตรการ Social Distancing อย่างเข้มข้น โดยได้เปลี่ยนแนวทางการจัดกิจกรรมการตลาดจากรูปแบบไลฟ์สไตล์ อีเวนท์ ที่ดึงคนมาร่วมงานพร้อมกันจำนวนมาก มาเป็นกิจกรรมที่เน้นส่งเสริมการขายให้กับร้านค้า กระตุ้นให้ลูกค้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านทางช่องทางต่างๆ และมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้า ช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้า นอกจากนี้ เมกาบางนายังเดินหน้าผนึกพันธมิตรออนไลน์เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ LINE Man ทำแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเมกาบางนาที่เริ่มคุ้นเคยกับบริการสั่งอาหาร และยังเป็นแนวทางการขยายช่องทางการขายให้กับร้านค้าผู้เช่าในกลุ่มร้านอาหารได้อีกด้วย

“ด้วยการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและการตลาดที่ตอบโจทย์ลูกค้า และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยหากสถานการณ์โควิด – 19 ของไทย ยังคงมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีต่อเนื่อง เมกาบางนาเชื่อมั่นว่าเราจะยังคงสามารถตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าปัจจุบันและดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ให้มาใช้บริการเพิ่มเติมในปี 2563 นี้ และจะยังกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งเสริมธุรกิจให้กับผู้เช่าของเราให้สามารถเติบโตไปพร้อมๆ กับเราอย่างยั่งยืนได้ต่อไป” ปพิตชญา กล่าวสรุป

AIA สู้ทุกระยะโรคร้าย