GDP Q1/63 ติดลบ 1.8% “สภาพัฒน์” คาดตลอดทั้งปีนี้ศก.ไทยติดหล่ม 5-6%

1501

“สภาพัฒน์” เผยภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 1/2563 GDP ติดลบ 1.8% ลดลงจากไตรมาส 4/2562 ร้อยละ -2.2 แจงการบริโภคภาคเอกชน-ส่งออกยังขยายตัวเป็นบวก ขณะที่ “การลงทุนภาคเอกชน/รัฐ-การใช้จ่ายภาครัฐ-ส่งออก/นำเข้าบริการ” ปรับตัวลดลงชัดเจน คาดตลอดทั้งปี 2563 ตัวเลขเศรษฐกิจไทยติดลบ 5-6%

รายงานข่าวสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทย (GDP) ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2563 หดตัวที่ร้อยละ -1.8 ต่อปี ชะลอลงจากไตรมาส 4 ปี 2562 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.5 ต่อปี และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้วเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2563 ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2562 ร้อยละ -2.2

AIA สู้ทุกระยะโรคร้าย

โดยองค์ประกอบของเศรษฐกิจที่ขยายตัวเป็นบวก ได้แก่ 1. การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 3.0 ชะลอลงจากร้อยละ 4.1 ในไตรมาสก่อนหน้าตามการลดลงของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนและกึ่งคงทน สอดคล้องกับการชะลอตัวของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจและการลดลงของความเชื่อมั่นผู้บริโภค 2. การส่งออกสินค้า ขยายตัวร้อยละ 2.0 ขยายตัวดีขึ้นจากร้อยละ -5.1 ในไตรมาสก่อนหน้าโดยกลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าขยายตัว ได้แก่ น้ำตาล คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

ส่วนองค์ประกอบของเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราที่ลดลง ได้แก่ 1. การลงทุนภาคเอกชน หดตัวร้อยละ -5.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.6 ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลดลงของการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและการลงทุนในสิ่งก่อสร้าง 2. การใช้จ่ายภาครัฐ หดตัวร้อยละ -2.7 หดตัวต่อเนื่องจากร้อยละ -0.9 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายรวมอยู่ที่ร้อยละ 25.

3.การลงทุนภาครัฐ หดตัวร้อยละ -9.3 หดตัวต่อเนื่องจากร้อยละ -5.1 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนของรัฐบาลลดลงร้อยละ -22.1 สอดคล้องกับความล่าช้าของการประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัวร้อยละ 12.1

4.การส่งออกบริการ หดตัวร้อยละ -29.8 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายรับจากการท่องเที่ยวและรายรับค่าโดยสารปรับตัวลดลงมากสอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจำกัดการเดินทางอันเนื่องมาจากการระบาดของโรค COVID-19 และ 5. การนำเข้าสินค้าและบริการ หดตัวร้อยละ -2.5 หดตัวต่อเนื่องจากร้อยละ -7.9 ในไตรมาสก่อนหน้า

โดยการนำเข้าสินค้า หดตัวร้อยละ -0.3 หดตัวต่อเนื่องจากร้อยละ -8.6 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการนำเข้าสินค้าอุปโภคและบริโภคหมวดสินค้าคงทนลดลง ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนปรับตัวลดลงตามการนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ

ขณะที่การนำเข้าบริการ หดตัวร้อยละ -10.5 หดตัวต่อเนื่องจากร้อยละ -5.3 ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลดลงของรายจ่ายค่าท่องเที่ยวและรายจ่าย ค่าโดยสารที่มีข้อจ้ากัดการเดินทางและการลดจ้านวนเที่ยวบินระหว่างประเทศเพื่อสกัดการระบาดของโรค COVID-19 ประกอบกับค่าบริการขนส่งสินค้าที่ลดลงตตามภาวะการค้าระหว่างประเทศ และการลดลงของค่าบริการทางธุรกิจอื่น ๆ

ในส่วนของด้านการผลิต นั้นพบว่า 1.การผลิตสาขาบริการ หดตัวร้อยละ -1.1 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.1 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการหดตัวของสาขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า หดตัวร้อยละ -24.1 และ -6.0 ตามล้าดับ ขณะที่การผลิตสาขาบริการที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ สาขาการค้าส่งค้าปลีก สาขาข้อมูลและการสื่อสาร และสาขาการเงินและการประกันภัย

2.การผลิตสาขาเกษตรกรรม หดตัวร้อยละ -5.7 เทียบกับการหดตัวร้อยละ -2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการลดลงของผลผลิตพืชเกษตรสำคัญได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง 3.การผลิตสาขาอุตสาหกรรม หดตัวเร่งขึ้นที่ร้อยละ -2.7 เทียบกับการหดตัวร้อยละ -2.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญที่ลดลง ได้แก่ การผลิตยานยนต์ การผลิตน้ำตาล และการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

สำหรับทั้งปี 2563 นี้สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ -5.0 ถึง -6.0 (ค่ากลางที่ร้อยละ -5.5) ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะลดลงร้อยละ -8.0 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมจะหดตัวร้อยละ -1.7 และร้อยละ -2.1 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -1.0 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 4.9 ของ GDP

 

 

 

362Degree.com