ThaiTECT นำขบวนผสานพลังดันไทย สู่ขบวนนวัตกรรมยาของโลก

589

วันนี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางของการรักษาพยาบาล ที่ดึงเอาผู้ป่วยจากทั้งประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง ไปจนถึงตะวันออกกลาง ต้องบินเข้ามาทำการรักษาที่นี่ ด้วยเทคโนโลยีการรักษา มาตรฐานทางการแพทย์ที่เป็นเลิศ แต่ในด้านของการคิดค้นนวัตกรรมยารักษาโรค ดูเหมือนประเทศไทยยังไม่มีพื้นที่ในเวทีโลก

เวทีประชุมวิชาการ ThaiTECT Annual Meeting ครั้งที่ 19 ภายใต้หัวข้อ “Fostering Innovation through Life Sciences Research Ecosystem: Enhancing Collaborative Partnership” ที่ผ่านไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ภาครัฐ และเอกชนในวงการยา ได้ร่วมผสานพลังนักวิจัยในระดับนานาชาติแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุ่งยกระดับการวิจัยทางคลินิก เร่งสร้างระบบนิเวศรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนวัตกรรม ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง การวิจัยทางคลินิกในระดับภูมิภาค

Ocean Life Promotion

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ประธานเครือข่ายความร่วมมือการวิจัยทางคลินิกเพื่อความเป็นเลิศ (ThaiTECT) กล่าวว่า การประชุมวิชาการ ThaiTECT Annual Meeting เป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางและการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการวิจัยทางคลินิกในกลุ่มนักวิจัยระดับแถวหน้า ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกันของนักวิจัย สมาคมผู้วิจัย และผลิตเภสัชภัณฑ์ สถาบันที่ทำการวิจัย คณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย ภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรม ที่มุ่งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนาของประเทศ เพื่อนำประเทศไทยเข้าไปอยู่ในส่วนหนึ่งของห่วงโช่มูลค่า หรือ Value Chain ของอุตสาหกรรมยา

ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมยา เริ่มจากต้นทาง คือ การคิดค้นยาต้นแบบในหลอดทดลอง สู่การทดลองกับสัตว์ทดลอง สู่การผลิตเพื่อการวิจัยทางคลินิก ก่อนนำไปจดทะเบียนสิทธิบัตรยาในประเทศ และต่างประเทศ พร้อมนำออกสู่ตลาด

ปัจจุบันประเทศไทย มีการทำงานด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Research Roadmap) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) แต่การจะยกระดับให้เทียบชั้นระดับสากล ศ.นพ.เกียรติ กล่าวว่า ต้องมีการพัฒนาในอีกหลายๆ ส่วน ประกอบด้วย

– การเพิ่มศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานวัตกรรม เพิ่มบุคลากร โดยปัจจุบันมีศูนย์วิจัยอยู่ 6 แห่ง และมีแผนจะเปิดเพิ่มเป็น 10 แห่ง

– องค์การอาหารและยา หรือ อย. ต้องเร่งปรับตัว เร่งคุณภาพ และความรวดเร็วให้มากขึ้น

– เพิ่มกรรมการจริยธรรมของสถาบันวิจัยให้มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกผลิตยาที่มีคุณภาพสูงขึ้น มาทดสอบคลินิกให้มากขึ้น

– ตั้งเป้าการสร้างมาตรฐานในการทำการทดลองกับสัตว์ทดลอง ด้วยการจับมือกับจีน เพื่อพัฒนาศักยภาพของไทยให้สูงขึ้น

– มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สร้างศูนย์วิจัยความเป็นเลิศด้านยา

– ดึงคนไทยที่มีความรู้ด้านยา และทำงานอยู่กับบริษัทในต่างประเทศ กลับมาทำงานให้กับประเทศไทย ซึ่งแนวทางนี้ประเทศจีนทำสำเร็จมาแล้ว

– ดึงนักวิจัยระดับโลก รวมถึงบริษัทยาข้ามชาติ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

“แนวทางการพัฒนาเหล่านี้ เป็นเป้าหมายระยะยาว ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปี แต่เวทีการประชุมนี้ ก็เป็นถือเป็นการประกาศเป้าหมายในการนำประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน Ecosystem ของอุตสาหกรรมนวัตกรรมยา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็ถือเป็นประเทศระดับแนวหน้าของการพัฒนายาของเอเชีย และเราก็มีเป้าหมายที่จะคิดค้น พัฒนายา หรือวัคซีน ที่จะได้รับการรับรองจากตลาดโลกให้มากขึ้น” ศ.นพ.เกียรติ กล่าว

ด้าน ภญ. บุษกร เลิศวัฒนสิวลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการวิจัยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานวัตกรรม คือการได้มาซึ่งยาใหม่ๆ ที่ใช้รักษาโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลักของ PReMA ในการผลักดันให้เกิดการพัฒนายาใหม่ๆ โดยการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งสถาบันทางการแพทย์ ภาครัฐ และสมาชิกในภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการสาธารณสุขด้านการรักษาและยานวัตกรรมซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

“การสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมยานวัตกรรม นอกจากจะช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ด้วยการป้องกันและลดอัตราการเจ็บป่วยของคนไทย อันนำไปสู่การสร้างสังคมคุณภาพ สร้างผลผลิต (productivity) ในระยะยาวได้อย่างมั่นคง ซึ่งแม้เราจะไม่สามารถเริ่มจากห่วงโซ่แรก ไปจนถึงห่วงโซ่สุดท้ายได้ แต่จะขอเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ ที่จะไม่ตกขบวน เราพัฒนามาเป็นเวลา 2 ปี และอีก 2 ปี จะก้าวต่อไป จากข้อมูลการศึกษาผลตอบแทนการลงทุนในการทำวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวของห่วงโซ่มูลค่าพบว่า ทุกเงินลงทุน 1 บาท จะได้ผลตอบแทนกลับคืนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 3 บาท นับเป็นประโยชน์ที่กลับสู่ระบบเศรษฐกิจที่คู่ขนานไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด”

ภญ.บุษกร กล่าวต่อว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ และการเติบโตของเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประตูสู่เอเชียและมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ซึ่งหากได้การสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมการวิจัยทางคลินิกจากภาครัฐ และการผสานความร่วมมือจากพันธมิตรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถขยายงานด้านการวิจัยทางคลินิกต่อไปได้มากขึ้น นำไปสู่การมีระบบนิเวศที่มั่นคง ทำให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนวัตกรรมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในที่สุด

“องค์ความรู้ของนักวิชาการไทย ไม่ได้ล้าหลัง แต่จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ระดับสากลเข้ามาสนับสนุน โดยโครงการสร้างที่ดี คือ รัฐต้องเป็นผู้วางนโยบายที่ดี มีนักวิชาการเป็นผู้สนับสนุน และมีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน ให้นวัตกรรมยาที่คิดค้นเกิดขึ้นเป็นจริงได้ จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาลดลง ใช้เวลารักษาสั้นลง และเกิดยาใหม่ๆ เช่น ยารักษามะเร็ง หรือโรคยากอื่นๆ เกิดขึ้น สนับสนุนให้สังคมสูงวัย ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย เป็นสังคมที่มีสุขภาพที่ดี”

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว