ไฮเออร์ มั่นใจคนไทยเชื่อมั่นแบรนด์จีน ชูสินค้าพรีเมียมผลักดันการเติบโต

234

ความพยายามในการสร้างแบรนด์จีนให้เป็นที่ยอมรับของคนไทย คงยากไม่ต่างจากการสร้างกำแพงเมืองจีน คือต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นใจไปทีละนิด เหมือนดังเช่น ไฮเออร์ จากเมืองจีน ที่สถาบันวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำอย่าง ยูโรมอนิเตอร์ ยกให้เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของโลก 10 ปีต่อเนื่อง

แต่สำหรับตลาดเมืองไทย นับตั้งแต่ไฮเออร์เข้ามาศึกษาตลาดในเมืองไทยเมื่อปี 2545 จนถึงปัจจุบันกว่า 17 ปี แบรนด์ไฮเออร์ก็เริ่มโดดเด่นในเมืองไทย

Ocean Life Promotion

จาง เจิ้งฮุ้ย ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ไฮเออร์ เผยว่า ปัจจุบันการแข่งขันทางการตลาดมุ่งไปในการพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการในกลุ่มสินค้าไฮเอนด์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล แต่ที่ผ่านมาไฮเออร์ยังไม่มีสินค้าในกลุ่มนี้ ทำให้ในครึ่งปีหลัก ไฮเออร์ได้วางเป้าหมายในการรุกตลาดพรีเมียม ในกลุ่มสินค้าไฮเอนท์ให้มากขึ้น

โดยสินค้าที่จะออกสู่ตลาดจะมีความหลากหลายประกอบด้วย ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ตู้แช่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ โทรทัศน์ เครื่องน้ำอุ่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว อาทิ หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องดูดควัน เตาไฟฟ้า และเตาแก๊ส ด้วยการชูจุดขายด้านคุณภาพ ดีไซน์ และนวัตกรรมที่ล้ำสมัยซึ่งจะเป็นจุดแข็งของสินค้าไฮเออร์ ที่จะวางจำหน่ายต่อจากนี้ไป

ซึ่งไฮไลท์สินค้าเรือธงของไฮเออร์ ที่จะทำการวางจำหน่ายล่าสุด อาทิ ตู้เย็นซีรีย์ Navi Cooling Plus ตู้เย็นยุคใหม่ของตลาดประเทศไทย 3rd Generation หรือ GEN3 ที่ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยนวัตกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้ดีที่สุด Smart Temp Control ควบคุมอุณหภูมิได้ง่ายตามความต้องการด้วยหน้าจอระบบสัมผัส และเทคโนโลยีช่องแช่แข็งอัจฉริยะที่เปลี่ยนโหมดได้ 5 โหมด เพิ่มเติมด้วยช่องพิเศษ 3rd space ที่ปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -18 ถึง 5 องศาเซลเซียส ใช้งานได้หลายหลายตามความต้องการ และเทคโนโลยี 3 Room Separate ที่ทั้งช่องแช่แข็ง ช่องแช่เย็น และช่องพิเศษ Magic Room นั้นทำงานแยกกันอย่างอิสระ ปรับเปลี่ยนได้ตามพฤติกรรมการใช้งานที่แตกต่างกัน

“ที่ผ่านมาไฮเออร์ยังไม่เน้นทำตลาดสินค้าไฮเอนด์ ซึ่งจากนี้เราจะเริ่มทำตลาดให้มากขึ้น รวมถึงมีการนำเอาสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เข้ามาทำตลาดด้วยในปีนี้  ซึ่งนอกเหนือจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่แล้ว จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ไฮเออร์ยกระดับสูงขึ้นด้วย”

โดยผลงานของไฮเออร์ในครึ่งปีแรก มียอดขายเติบโตขึ้น 40% หรือประมาณ 2,593 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยบวกจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้สินค้ากลุ่มทำความเย็นมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น โดยเครื่องปรับอากาศมีรายได้ 1,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% ตู้เย็นมีรายได้ 434 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เครื่องซักผ้ามีรายได้ 323 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 38% ตู้แช่มีรายได้ 209 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 19% และสินค้าชนิดอื่นๆ มีรายได้กว่า 84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน

จาง เจิ้งฮุ้ย กล่าวว่า การเติบโตของไฮเออร์สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของคนไทยที่มีต่อแบรนด์ไฮเออร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการเติบโตถึง 40% ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในตลาด มากกว่าคู่แข่งแบรนด์อื่นหลายเท่าตัว หมายถึงการยกระดับของแบรนด์ไฮเออร์ที่สูงขึ้น

ด้าน ธเนศร์ บินอาซัน รองประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ไฮเออร์ อิเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์(ประเทศไทย) จำกัด นอกจากการนำเสนอสินค้ากลุ่มไฮเอนด์เข้าสู่ตลาดแล้ว ในปีนี้ ไฮเออร์ ยังเพิ่มโอกาสในสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ๆ อย่าง ธุรกิจร้านซักผ้าอัจฉริยะ 24 ชม. Smart Plus by Haier

Smart Plus by Haier เป็นโมเดลธุรกิจเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าหยอดเหรียญ ปัจจุบันเปิดร้านต้นแบบอยู่ในย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีพื้นที่ขนาด 50 ตารางเมตร ตั้งเป้าที่จะเปิดให้ได้ 10 สาขาในปีนี้ และจะขยายไปทั่วประเทศผ่านดีลเลอร์ หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของไฮเออร์ที่สนใจทำธุรกิจนี้ รวมถึงอาจมีการขายแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจ ซึ่งนอกจากเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าหยอดเหรียญ อนาคต Smart Plus by Haier จะมีการตั้งตู้แช่ เพื่อเพิ่มรายได้อีกทางด้วย

โดย จาง เจิ้งฮุ้ย วางเป้าหมายในปีนี้จะมีรายได้รวมตั้งอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท ด้วยเกมรุกในการนำสินค้าใหม่ในกลุ่มไฮเอนท์เข้ามาเสริมทัพอีกราว 20 รายการ ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ ที่ตลาดยังมีแนวโน้มขยายตัวอีกมาก

362Degree.com