โอกาสและความท้าทายของไทยกับยุทธศาสตร์ “Belt & Road Initiative” ของจีน

253

ต้องยอมรับว่าในยุคนี้ “จีน” เป็นชาติมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทิศทางใดก็ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีนมาอย่างยาวนาน จึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะได้รับผลกระทบต่างๆ ทั้งแง่บวกและแง่ลบ โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ Belt & Road Initiative (BRI) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”  

Ocean Life Promotion

เพื่อแนะแนวทางวิสัยทัศน์ในการรับมือ พร้อมทั้งฉกฉวยโอกาสจากยุทธศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีนยุคใหม่ รุ่น 2 จึงจัดงานเสวนาพิเศษในหัวข้อ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง: โอกาสและความท้าทาย – BRI: Opportunities and Challenges” โดยได้เชิญนักวิชาการและนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญลึกซึ้งเกี่ยวกับประเทศจีนมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้

ประกอบด้วย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายอมฤทธิ์ ปั้นศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กเซล ทรานสปอร์ต อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนายโจ ฮอร์น พัธโนทัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยุทธศาสตร์ 613 จำกัด โดยมีนายสุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

“ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ “CHINA 5.0” ได้อธิบายถึงคำจำกัดความของ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือ BRI ว่า เป็นโครงการที่ต้องการรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของเส้นทางสายไหมที่ในอดีตเคยสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถังมาแล้ว

โดยโครงการนี้ประกอบด้วย แถบเศรษฐกิจสายไหมทางบก (Silk Road Economic Belt) และเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มุ่งเน้นพัฒนาการเชื่อมต่อและยกระดับความร่วมมือของจีนกับประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา รวมกว่า 60 ประเทศ คิดเป็นจำนวนประชากรถึง 2 ใน 3 ของโลก

ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศจีนเอง และยังเป็นเครื่องมือในการสร้างประโยชน์ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ อีกด้วย

“ดร. อาร์ม” ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า BRI คือ ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลในต่างประเทศของจีน เพื่อเผยแพร่โมเดลการพัฒนาประเทศในแบบของจีน ซึ่งหากมองในแง่การปกครอง ชาติตะวันตก โดยเฉพาะในยุคล่าอาณานิคม พยายามเผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองเพราะเชื่อว่าวิธีของตนเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในขณะที่จีนมองว่าวัฒนธรรมของตนนั้นพิเศษ ไม่เหมือนใคร และไม่ใช่สิ่งที่จะต้องบังคับให้ชาติอื่นๆ มาเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบเดียวกัน

แต่สิ่งที่จีนสามารถเป็นตัวอย่างให้กับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในโลกได้ก็คือ การพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะประเทศจีนสามารถก้าวกระโดดจากประเทศยากจนขึ้นมาสู่มหาอำนาจได้เช่นในทุกวันนี้ในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษเท่านั้น

โดยโมเดลเศรษฐกิจของจีนมี 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ Infrastructure – การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  Cities – การสร้างเมือง ให้เมืองใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางในการพัฒนาเมืองโดยรอบ และ Connectivity – การเชื่อมต่อจุดสำคัญต่างๆ เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ BRI ยังเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ปัญหาภายในประเทศของจีนเองด้วย โดยเฉพาะปัญหาผลผลิตเกินความต้องการของตลาด ซึ่งทำให้เสียดุลการค้า และนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อม

“ดร. อาร์ม” ยังได้พูดถึงจิตวิญญาณหมาป่า ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของนักล่า เช่น ประเทศญี่ปุ่น หรือชาติตะวันตก ที่ต้องการล่าเมืองอื่นมาเป็นของตน ขณะที่จีนนั้นเปรียบได้กับวัวที่รักสงบ แต่ในยุคปัจจุบันที่มีหมาป่าอยู่หลายตัว จีนจึงต้องปลุกจิตวิญญาณนักล่าของตนขึ้นมาเพื่อแสวงหาโอกาส และรับมือกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่อาจนิ่งเฉย ต้องเริ่มกระตุ้นตนเองในจุดนี้ด้วยเหมือนกัน

ขณะที่ “อมฤทธิ์ ปั้นศิริ” กรรมการผู้จัดการ “เอ็กเซล ทรานสปอร์ต อินเตอร์เนชั่นแนล” ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจกับประเทศจีน บอกว่า จีนเป็นประเทศที่มีความลึกล้ำในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเห็นได้จากการออกแบบเส้นทางขนส่งต่างๆ ที่ไม่เพียงคำนึงถึงการเชื่อมต่อจากจีนไปยังประเทศอื่น แต่ยังคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและฤดูกาลในแต่ละพื้นที่อีกด้วย ทำให้มีการสร้างทางรถไฟที่ครอบคลุมเส้นทางหลายประเทศ และยังแบ่งระดับความเร็วตามการใช้งาน และภายในประเทศเองก็มีสนามบินมากกว่า 200 แห่ง และท่าเรือขนส่งสินค้า 34 ท่า ซึ่งใช้เป็นจุดกระจายสินค้า

โดยโครงการหนึ่งที่น่าสนใจและมีความเกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยโดยตรง คือการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงสายคุนหมิง-เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสายหนึ่งใน Trans-Asian Railway Network ที่มีความยาวร่วม 3,900 กิโลเมตร โดยเป็นการร่วมทุนสร้างระหว่างรัฐบาลจีน 70% และรัฐบาลลาว 30% ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้ลาวกลายเป็นศูนย์กลางทางโลจิสติกส์ที่สำคัญแห่งใหม่ของภูมิภาคนี้

เพราะสามารถเดินทางจากคุนหมิงมายังเวียงจันทน์ได้ภายในเวลาเพียง 10 ชั่วโมง และจะทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งยังเป็น Gateway สู่ทวีปยุโรปตะวันออกอีกด้วย ซึ่งไทยเองก็สามารถแสวงหาโอกาสตรงนี้ได้เช่นกัน

ด้าน “โจ ฮอร์น พัธโนทัย” กรรมการผู้จัดการ “ยุทธศาสตร์ 613 กล่าวถึงภูมิทัศน์การลงทุนระหว่างไทยและจีนว่า ความจริงแล้ววัฒนธรรมการทำธุรกิจของคนไทยกับคนจีนมีความคล้ายกันหลายอย่าง เช่น การใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ การให้ความสำคัญกับการสร้างมิตรภาพและความไว้ใจมาก่อนการทำธุรกิจ ซึ่งทำให้มีความยืดหยุ่นสูง และเน้นเรื่องความเชื่อใจเป็นอย่างมาก จึงมักไม่ชอบใช้ทนายหรือที่ปรึกษาเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ แบรนด์ไทยก็ได้รับการยอมรับ จนเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศจีน ทำให้มีนักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศกว่า 10 ล้านคนต่อปี ซึ่งภาคธุรกิจไทยก็ได้ใช้กลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองสินค้าต่างๆ ก่อนที่จะส่งออกไปขายในประเทศจีนต่อไป

แต่แม้จะมีจุดแข็งมากมาย ก็ยังมีแบรนด์ไทยไม่มากนักที่สามารถเข้าไปตีตลาดในประเทศจีนได้อย่างมั่นคง ถึงแม้ไทยจะเป็นหนึ่งในชาติแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในประเทศจีน ส่วนใหญ่ก็มักพบกับความล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางกรณีที่ประสบความสำเร็จ และสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาได้ เช่น กลุ่มบริษัทซีพี, มิตรผล, บ้านปู, เครือสหพัฒน์, เครือเซ็นทรัล, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย และกระทิงแดง เป็นต้น

ดังนั้น ในยุคที่มีหมาป่าหลายตัวเช่นนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ยุทธศาสตร์จีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่ได้เข้าสู่ตลาดจีนแต่ก็ต้องเรียนรู้ไว้เพื่อจะหลบเลี่ยงให้ได้นั่นเอง!

 

ขอบคุณภาพ Featured จาก – vijaichina.com

 

362Degree.com