SAPPE นำนวัตกรรมพาผลผลิตไทย ผงาดสู่ตลาดโลก

313

ตลาดเครื่องดื่มในเมืองไทย ถือเป็นตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุดตลาดหนึ่ง เพราะแม้เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงระดับกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่กลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดนี้คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลายๆแบรนด์ที่เคยได้รับความนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง สามารถหายไปจากตู้แช่ในเวลาไม่นานต่อมาอยู่เสมอ

แต่หนึ่งในแบรนด์ที่ยืนหยัดอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เปิดตัวเครื่องดื่มแบรนด์แรก ในชื่อ “โมกุ โมกุ”  เมื่อปี 2544 หรือ 18 ปี และ “เซ็ปเป้  บิวติดริ๊งค์” ในปี 2549 ถึงวันนี้ ไม่เพียงแต่ 2 แบรนด์นี้ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอยู่ในตลาด บมจ.เซ็ปเป้ เจ้าของแบรนด์ ยังมีสินค้าที่ขยายออกไปอีกหลากหลายประเภท และส่งออกขายไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลก

Ocean Life Promotion

ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความยั่งยืนให้กับเซ็ปเป้ ก็คือ “นวัตกรรม”

ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE กล่าวว่า ในตลาดเครื่องดื่มปัจจุบันเริ่มเห็นการเติบโตของแบรนด์จะบริษัทใหญ่ลดลง ขณะที่แบรนด์ขนาดกลาง และขนาดเล็ก กลับเกิดมากขึ้น เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนมุมมองในการซื้อสินค้า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแบรนด์ แต่กล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ นวัตกรรม หรือ Innovation จึงมีความจำเป็นมากสำหรับเซ็ปเป้ และทุกๆ บริษัท

โดยแผนงานที่ปิยจิตวางไว้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับเซ็ปเป้ คือ แนวคิด InnoThink ที่ประกอบไปด้วย 3 กลุ่มสินค้าหลัก

กลุ่มที่ 1 คือ การร่วมทุน ปัจจุบันเซ็ปเป้มีการร่วมทุนกับ 2 บริษัทใหญ่ บริษัทแรกคือ ความร่วมมือระหว่าง SAPPE และ MYEN PTE. LTD. หรือ Danone จัดตั้งบริษัทร่วมทุน  ‘ดานอน-เซ็ปเป้ เบฟเวอเรจเจส’ โดยมีการเปิดตัว B’lue เครื่องดื่มผสมวิตามินเพื่อสุขภาพทางเลือกใหม่ เป็นสินค้าตัวแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวมถึงบริษัท ออล โคโค ที่เซ็ปเป้เข้าไปถือหุ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อรุกตลาดน้ำมะพร้าวน้ำหอมในต่างประเทศ

กลุ่มที่ 2 คือ สินค้าที่เซ็ปเป้พัฒนาขึ้นเอง โดยนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ยังขยายไปถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสแน็ค

กลุ่มที่ 3 InnoStudio แนวทางใหม่ในการค้นหานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จาก 3 แนวทาง ประกอบด้วย

แนวทางที่ 1 เปิดพื้นที่ให้พนักงานของเซ็ปเป้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก เพื่อคิดค้นสินค้าไทยที่สามารถยกระดับสู่สากลได้ ปัจจุบันมีสินค้าออกวางจำหน่ายจากการคิดค้นผ่านแนวทางนี้ อาทิ Shootz เครื่องดื่มเกลือแร่ผสมว่านหางจระเข้บด หรือ Preaw All day ชาผสมกาแฟ สำหรับการควบคุมน้ำหนัก

แนวทางที่ 2 การทำงานร่วมกับเกษตกร เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นสินค้าที่สามารถทำตลาดในต่างประเทศ เช่น การนำผลไม้เช่น กล้วยหอมทอง และองุ่นขาว มาเป็นส่วนประกอบให้กับเครื่องดื่มสำหรับผู้ชาย Maxtive

แนวทางที่ 3 การทำงานร่วมกับ SMEs ไทย ที่เป็นเจ้าของสินค้าที่มีศักยภาพออกไปทำตลาดต่างประเทศ โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับ โอคุสโน่ ฟู้ด เจ้าของแบรนด์สแน็คคางกุ้ง Okusno นำสินค้าออกไปเปิดตลาดต่างประเทศภายใต้ชื่อแบรนด์ Chim Dii

โดยปัจจุบัน เซ็ปเป้ มีการทำตลาดอยู่ใน 91 ประเทศทั่วโลก ผ่านช่องทางการขาย 2.5 แสนจุด

“เซ็ปเป้ได้วางกลยุทธ์หลักที่สำคัญคือการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีหลากหลาย ทั้งพันธมิตรท้องถิ่น เช่น กลุ่ม SMEs เกษตรกร ที่มีองค์ความรู้เชิงลึกจากท้องถิ่น (local goodness) และการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสินค้านวัตกรรมในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อวางจำหน่ายทั่วโลก ผสานจุดแข็งด้านการพัฒนานวัตกรรมและเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมกว่า 91 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่นำ SAPPE ก้าวเป็น Global Player ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก”

ปิยจิต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเรามีจุดแข็งที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น คือการมีพันธมิตรที่หลากหลายร่วมมือกันพัฒนาสินค้าใหม่และผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม ส่งเสริมให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจากพอร์ตสินค้าที่มีความหลากหลาย  แตกต่างจากในอดีตที่การพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องดื่มจากการคิดค้นและพัฒนาโดยทีมงานภายในบริษัทฯ เป็นหลัก โดยแผนงานในปีนี้ที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่รวม 20 รายการ (SKU)  ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยผลักดันรายได้ในปีนี้เติบโต 30% เทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 2,886 ล้านบาท โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ 60% และในไทย 40%

ด้าน อเนก ลาภสุขสถิต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.เซ็ปเป้ กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/62 อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีรายได้รวม 797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นจากการจำหน่าย B’lue และรับรู้รายได้จาก ออล โคโค โดยมีกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 117 ล้านบาท สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของปีนี้ที่ตั้งไว้ 30%

“เซ็ปเป้มีความแตกต่างจากคู่แข่งคือ การพัฒนานวัตกรรมที่หลากหลาย ยอดขายราว 3,000 ล้านบาท มาจากแบรนด์ต่างๆ ที่มากถึง 7-8 แบรนด์ ที่ก้าวตามความต้องการของผู้บริโภค เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เซ็ปเป้เติบโตอย่างยั่งยืน” อเนก กล่าว

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว