บีจีซี วาง 4 แนวทางธุรกิจ สู่เป้าโต 10%

298

แม้การเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ บีจีซี  บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่สุดของเมืองไทยในปีที่แล้ว จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ผันผวนมากที่สุดช่วงหนึ่ง หุ้นหลายๆ ตัวที่เดินเข้าตลาดในเวลานั้น ติดตัวแดง ถอยหลังต่ำกว่าราคาจองกันถ้วนหน้า แต่บีจีซี กลับยืนอยู่อย่างแข็งแกร่ง ยืนเหนือราคาจองมาอย่างต่อเนื่อง แถมยังดึงดูดกองทุนทั้งจากฮ่องกง และสิงคโปร์ สนใจเข้ามาร่วมลงทุนกันไม่ขาดสาย

AIA Vitality

ศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมในปีที่ผ่านมา บีจีซียังคงเป็นกลุ่มธุรกิจหลักของ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ บีจี (BG) ซึ่งดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วทั้งไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และเวชภัณฑ์ โดยมีกำลังการผลิตเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ด้วยกำลังการผลิต 3,495 ตันต่อวัน จากโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วทั้ง 5 แห่งในประเทศไทย

โดยปีที่ผ่านมาบีจีซี มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก นอกจากการจดทะเบียนและนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกแล้ว กลยุทธ์ทางธุรกิจก็แตกต่างจากปีก่อนที่เน้นขายให้กับกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ หันมาวางกลยุทธ์ขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคอาเซียน รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการกระบวนการผลิตและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบีจีซีได้ลงทุนติดตั้งหุ่นยนต์ในกระบวนการเคลือบน้ำมันที่แม่พิมพ์ ณ โรงงานผลิตที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ภาพรวมของปี 2561 มีกำไรเติบโตตามเป้า ตอกย้ำศักยภาพและพื้นฐานแข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

สำหรับในปีนี้ บีจีซีได้มอง 4 แนวทางสำคัญที่จะสร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ ประกอบด้วย

  1. กำลังการผลิตของโรงงานแห่งใหม่ ราชบุรีกล๊าส อินดันทรี ซึ่งเริ่มเปิดสายการผลิตมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ในปีนี้ก็จะสามารถรับรู้รายได้จากการผลิตเต็มปี โดยโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิต 400 ตันต่อวัน มีจุดเด่นของที่ตั้งอยู่ในแนวท่อก๊าซ และเป็นด่านแรกในการรับเศษแก้วมาจากภาคใต้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้มาก ปัจจุบัน สายการผลิตทั้ง 5 สายมียอดการสั่งซื้อเต็มตลอดทั้งปี
  2. การเน้นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง เช่น กลุ่มอาหาร กระปุกแยม, ขวดรังนก ซุปไก่ ที่สามารถทำกำไรได้สูงกว่า เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ต้องใช้เทคนิค และคุณภาพในการผลิตที่สูง มีโรงงานเพียงไม่กี่แห่งที่ทำได้ ทำให้เจ้าของสินค้ายอมจ่ายแพงเพื่อได้บรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี

ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์อาหาร นอกจากจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศ AEC  โดยสัดส่วนการส่งออก ในปีที่แล้วมีเพียง 7% ของรายได้บริษัททั้งหมด ในปีนี้มีเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนตลาดต่างประเทศเป็น 10% และเป้าหมายในอีก 5 ปี จะเพิ่มสัดส่วนให้ได้ถึง 20%

โดยในปีที่ผ่านมาบีจีซีได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศเวียดนาม เพื่อเพิ่มโอกาสและช่องทางในการขายให้มากขึ้น ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรใกล้ 100 ล้านคน อายุเฉลี่ย 25-30 ปี เป็นช่วยอายุที่กำลังดื่มกิน แต่โรงงานแก้วในเวียดนาดมีเพียง 2 โรง 2 เตา ไม่พอรองรับความต้องการ การจะสร้างโรงงานใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ขณะที่การส่งสินค้าจากเมืองไทยผ่านท่าเรือแหลมฉบังสู่โอจิมิน ใช้เวลาเพียง 3-4 วัน ค่าขนส่งเพียงคอนเทนเนอร์ละ 5,000 บาท แต่สามารถส่งสินค้าได้ครั้งละระดับแสนบาท อีกทั้งไม่มีภาษี

ขณะที่ในอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองรองจากจีน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยกินดื่มที่มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังเติบโต และอีกมุมที่สำคัญคือบริษัทที่ทำบรรจุภัณฑ์แก้วที่มีคุณภาพดีในอินเดียยังมีไม่มาก บีจีซีจึงเห็นโอกาสที่จะเข้าไปลงเล่นในตลาดนี้ สำหรับตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และยุโรป ปีนี้คาดว่าสามารถส่งออกบรรจุภัณฑ์แก้วได้เพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น

  1. การเพิ่มคุณค่าของการผลิตด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยนอกจากแขนกลหุ่นยนต์ที่ถูกนำมาใช้ 2 ตัวในปัจจุบัน ก็จะมีการนำมาใช้เพิ่ม รวมถึงการลงทุนติดตั้งซอฟท์แวร์เพื่อควบคุมพลังงานเตาเผาแก้วให้คงที่ ส่งผลถึงการประหยัดพลังงาน ซึ่งต้นทุนพลังงานโดยปกติอยู่ราว 1,000-2,000 ล้านบาท หากซอฟท์แวร์นี้ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 3-4 % ก็จะสามารถประหยัดไปได้หลัก 300-400 ล้านบาท
  2. เน้นการทำ M&A มองหาการร่วมทุน หรือซื้อกิจการให้มากขึ้น โดยได้มีการศึกษาธุรกิจอื่นๆ ในด้านบรรจุภัณฑ์ แตกธุรกิจให้กว้างออกไปจากปัจจุบัน โดยคาดว่าการปีนี้ก็จะมีความคืบหน้าของการทำ M&A นี้

จากนี้ บีจีซี จะแสวงหาโอกาสการขยายธุรกิจทั้งในรูปแบบการเติบโตภายใต้การดำเนินธุรกิจของตนเอง (Organic Growth) และการเติบโตในรูปแบบการร่วมทุน หรือการเข้าลงทุนในกิจการ (Inorganic Growth) ที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์แก้ว เช่น ธุรกิจการจัดหาวัตถุดิบ และธุรกิจการจัดจำหน่ายสินค้า เป็นต้น โดยในปีนี้ ตั้งเป้ารายได้เติบโตจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก้วและบรรจุภัณฑ์แก้ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้อง จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำแบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว