ปลดล็อค “บินไทย” หลุดกับดักหนี้สะสม 2.8 หมื่นล้าน ปั้นรายได้เสริม-ก้าวสู่อนาคตใหม่

479

เป็นปัญหาหนักอกของผู้บริหารมาต่อเนื่องยาวนานร่วม 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับตัวเลข “ขาดทุน” ทางบัญชี และ “ขาดทุนสะสม” ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติของประเทศไทย

และยังเป็น 1 ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาหนักและต้องเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อให้หลุดพ้นจากวังวนของภาวะ “ขาดทุน” อย่างเร่งด่วน

AIA Vitality

 “ขาดทุน” อีก 1.15 หมื่นล้านในปี’61

จากข้อมูลที่รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยล่าสุด พบว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมานั้น บริษัทการบินไทยและบริษัทย่อย มีรายได้รวม 199,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,554 ล้านบาท (3.9%) แต่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 208,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,468 ล้านบาท (10.3%) ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยประจำปี 2561 ขาดทุนสุทธิ 11,569 ล้านบาท

และหากย้อนดูฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทการบินไทยในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า รายได้และกำไรของ “การบินไทย” มีทั้งยุครุ่งเรือง อู้ฟู้ ติดลมบน และยุคตกต่ำอย่างหนัก โดยบางปีมี “กำไร” เป็นตัวเลข “หมื่นล้าน” และก็มีบางอีกเช่นกันที่ “ขาดทุน” เป็นตัวเลข “หมื่นล้าน”

โดยปีที่ “การบินไทย” ขาดทุนสูงสุดคือ ปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากปัญหาการชุมนุมประท้วงทางการเมืองภายในประเทศของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ออกมาต่อต้านการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กระทั่งเกิดม็อบ “เสื้อเหลือง” ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ บวกกับเป็นปีที่สหรัฐเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (แฮมเบอร์เกอร์) และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลให้ในปี 2551 “การบินไทย” ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักถึง 2.13 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม “การบินไทย” ก็สามารถกลับมามีกำไรในระดับ “หมื่นล้าน” ได้ในปี 2553 โดยมีตัวเลขกำไรสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท ในยุคของ “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” นั่งตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) และมี “อำพน กิตติอำพน” นั่งเป็นประธานบอร์ดบริหาร

แต่ผ่านไปแค่ 2-3 ปี “การบินไทย” ก็กลับมา “ขาดทุน” เป็นหลัก “หมื่นล้าน” อีกครั้งในปี 2556 โดยมีตัวเลขขาดทุนสุทธิ 1.2 หมื่นล้านบาท

จากปี 2556 มาถึงปี 2561 ผลการดำเนินงานของ “การบินไทย” ก็อยู่ในแดนลบมาอย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นปี 2559 ที่มีกำไร 15.14 ล้านบาท) กระทั่งปี 2561 ที่ผ่านมาที่มีตัวเลขขาดทุนสุทธิ 11,569 ล้านบาท

เร่งปลอดล็อคปัญหา “ขาดทุนสะสม”

“การขับเคลื่อนองค์กรที่มีตัวเลขขาดทุนสะสมมากมายขนาดนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ดังนั้น เป้าหมายแรกที่ผมเข้ามาดูแลคือ เพิ่มรายได้ หยุดขาดทุน และล้างขาดทุนสะสมทางบัญชีให้ได้ภายในปี 2565” สุเมธ ดำรงชัยธรรม กล่าวไว้ชัดเจนในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย เมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา

สุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) การบินไทย

“สุเมธ ดำรงชัยธรรม” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การบินไทยมีตัวเลข “ขาดทุนสะสม” ในงบการเงินเฉพาะกิจการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 เป็นจำนวน 2.8 หมื่นล้านบาท

พร้อมให้ข้อมูลว่า ล่าสุด ที่ประชุมบอร์ดการบินไทยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมาได้มีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 ในวันที่ 1 เมษายน 2562 นี้เพื่อขออนุมัติให้โอนทุนสำรองตามกฎหมายจำนวน 2,691 ล้านบาท และเงินสำรองที่เกิดจากส่วนล้ำมูลค่าหุ้นจำนวน 25,545 ล้านบาท ซึ่งไม่กระทบต่อมูลค่าในส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมจำนวน 28,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ขาดทุนสะสมเหลือ 296 ล้านบาท

โดยมองว่าวิธีนี้จะทำให้ผลขาดทุนสะสมของการบินไทยลดเหลือ 296 ล้านบาท นั่นหมายความว่า หากบริษัทมีกำไรเกิน 300 ล้านบาท ก็จะทำสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ทันที ซึ่งจะเป็นโอกาสของผู้ถือหุ้นที่จะได้รับผลตอบแทนหลังจากที่ไม่ได้รับปันผลมาเป็นเวลานาน

มุ่งเพิ่มรายได้ธุรกิจ non-airline

นอกจากการ “ปลดล็อค” ปัญหาตัวเลขขาดทุนสะสมแล้ว “สุเมธ” ยังบอกด้วยว่า การบินไทยจะต้องเพิ่มศักยภาพในการหารายได้เพิ่ม โดยเฉพาะในธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจสายการบิน หรือรายได้จากการขายตั๋วโดยสาร เนื่องจากในช่วงในระยะ 2-3 ปีนี้รายได้จากการจำหน่ายตั๋วโดยสารไม่สามารถเติบโตได้อย่างชัดเจน เนื่องจากบริษัทยังมีข้อจำกัดเรื่องการจัดซื้อฝูงบินใหม่จำนวน 38 ลำ ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาพัฒน์ฯ

ดังนั้น แผนงานเร่งด่วนในปี 2562 นี้คือ มุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มจากธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับการบินนอกเหนือจากรายได้จากการขายตั๋ว เช่น ครัวการบิน, การขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน, บริการด้าน E-Commerce ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ที่จะดำเนินการ รวมถึงโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) และการพัฒนาปรับปรุงศักยภาพด้านบุคลากร และการจัดโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมกับธุรกิจยิ่งขึ้น

โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้เข้างบการเงินในปี 2562 ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินการในด้านการบริหารจัดการต้นทุนและจัดการความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจและแก้ปัญหางบการเงินใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้ดีขึ้น เนื่องจากการบินไทยทำธุรกิจเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศถึง 50 สกุลเงิน และ 2.การบริหารต้นทุนน้ำมันท่ามกลางภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันโลกให้สอดคล้องกับสภาพตลาดให้มากขึ้น โดยสะท้อนราคาที่เป็นจริงให้กับผู้โดยสาร

“เรามองว่าตัวแปร 2 ตัวนี้คือตัวหลักที่ต้องเร่งจัดการให้ดีและต้องดำเนินการทันที ถ้าจัดการ 2 ส่วนนี้ได้เราจะเห็นงบการเงินที่ดีขึ้นได้ทันที” นายสุเมธระบุ

พร้อมย้ำว่า อย่างไรก็ตาม “การบินไทย” ยังได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูธุรกิจเพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯ หลุดพ้นจากปัญหาการขาดทุน และสามารถทำกำไรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

 

 

362Degree.com