PwC ชี้องค์กรทั่วโลกขาดความพร้อมรับมือภัยคุกคามจากความเสี่ยงในโลกไซเบอร์

361

Pwc เผยผลสำรวจพบองค์กรทั่วโลกยังขาดความพร้อมในการระบุภัยคุกคามจากความเสี่ยงในโลกไซเบอร์ แถมไม่มีมาตรการป้องกันธุรกิจและลูกค้าของตนที่เพียงพอ พร้อมชี้ให้ผู้บริหารเห็นถึง 10  โอกาสสำคัญที่องค์กรสามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาความมั่นคง-ความเป็นส่วนตัวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ขณะที่ Pwc ประเทศไทย ย้ำธุรกิจไทยต้องปรับตัวรับกฎหมายจีดีพีอาร์ของอียู และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยใกล้บังคับใช้ รวมถึงมีมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ เพื่อสร้างความไว้วางใจในโลกดิจิทัลให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาใช้บริการออนไลน์ มากขึ้นด้วย

นางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ Digital Trust Insights ซึ่งมาจากผลสำรวจ Global State of Information Security® Survey (GSISS) ของ PwC ที่ได้จัดทำติดต่อกันเป็นเวลาถึง 20 ปี โดย PwC ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลด้านความเสี่ยงบนโลกไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

AIA Vitality

โดยในปีนี้ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจจำนวน 3,000 ราย ใน 81 ประเทศ จากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก โดยระบุว่า การดำเนินธุรกิจในโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ทำให้บริษัทต่างต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในการดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านดิจิทัล รวมทั้งมีมาตรการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แต่ผลจากการสำรวจกลับพบว่า องค์กรไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต่างยังไม่มีความพร้อมที่จะระบุความเสี่ยง และป้องกันองค์กรรวมถึงลูกค้าของพวกเขาเลย

โดยประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจ พบว่า มีธุรกิจเพียง 53% เท่านั้นที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงในเชิงรุกหรือ “แบบเต็มที่ตั้งแต่เริ่มต้น” เพื่อเปลี่ยนถ่ายธุรกิจเข้าสู่ดิจิทัล และมีบริษัทเพียงส่วนน้อย (23%) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีรายได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ที่มีแผนที่จะจัดให้มีระบบและมาตรการป้องกันความปลอดภัยสอดคล้องไปกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ

และมีผู้บริหารเพียง 27% เท่านั้นที่เชื่อว่า คณะกรรมการของพวกเขามีตัวชี้วัดสำหรับการจัดการความเสี่ยงในโลกไซเบอร์ความเสี่ยงด้านข้อมูล และความเป็นส่วนตัวที่เพียงพอ รวมถึงมีองค์กรที่มีรายได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกลุ่มอุตสาหกรรมหลักทั่วโลกน้อยกว่าครึ่งที่บอกว่า มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ จีดีพีอาร์ (General Data Protection Regulation: GDPR) ที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561

นอกจากนี้ ยังพบว่า แม้ว่า 81% ของผู้บริหารจะเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือ ไอโอที (The Internet of Things: IoT) ต่อธุรกิจของพวกเขา แต่มีเพียงแค่ 39% เท่านั้นที่มีความมั่นใจมากว่าได้มีการนำระบบการควบคุมความเสี่ยงด้านดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นต่อบุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัล องค์กรต่างๆ มีความจำเป็นที่จะต้องนำความกังวลด้านไซเบอร์มาประเมินและบรรจุอยู่ในแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างรอบคอบ มากกว่าการลดผลกระทบจากความเสี่ยงทั่วๆ ไป เพื่อสร้างแต้มต่อในการแข่งขัน และทำให้องค์กรของตนกลายเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจ ทั้งในด้านของความปลอดภัย ความมั่นคง ความไว้วางใจได้ ความเป็นส่วนตัว และการมีจริยธรรมด้านข้อมูล

ขณะที่นาย ฌอน จอยซ์ หัวหน้าสายงานรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว ของ PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของการจัดการความเสี่ยงด้านไซเบอร์ถือได้ว่ามีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จากเดิมที่มุ่งเน้นในเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูล วันนี้เน้นไปที่การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านดิจิทัลแบบองค์รวม ดังนั้น ผลสำรวจของเราต้องการที่จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถจัดการกับความท้าทายในวันพรุ่งนี้ให้ได้ องค์กรไหนที่แสดงให้โลกเห็นได้ว่า มีความสามารถในการสร้างความปลอดภัย ความมั่นคง ความไว้วางใจได้ ความเป็นส่วนตัวทางด้านข้อมูล และมีจริยธรรม องค์กรนั้นจะก้าวขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ ผลสำรวจของ PwC ฉบับนี้ยังได้แบ่งแยกกลไกที่บริษัทต่างๆ ควรต้องมี เพื่อสร้างความไว้วางใจด้านดิจิทัลและเตรียมรับมือกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยได้ระบุถึง 10 โอกาสที่องค์กรจะสามารถนำไปใช้เพื่อปรับปรุงระบบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว รวมถึงสร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้ ได้แก่

1.ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนองค์กรไปสู่ดิจิทัล 2.ยกระดับทีมบุคลากรมากความสามารถและทีมผู้นำขององค์กร3.เพิ่มการตระหนักรู้ของพนักงานและความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบของตน 4.ปรับปรุงการสื่อสารและการมีส่วนร่วมกับคณะกรรมการบริษัท 5.บรรจุให้แผนความปลอดภัยให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ

6.สร้างความไว้วางใจด้านข้อมูลที่ยั่งยืน 7.เพิ่มความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ 8.รู้ว่าศัตรูหรือภัยขององค์กรคืออะไร 9. มีความตื่นตัวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ และ 10. ก้าวให้ทันนวัตกรรม

ววิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส

นางสาววิไลพรกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันธุรกิจไทยแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก และสื่อสารมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการแก่ผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นโมบายแบงก์กิ้ง ชอปปิ้งออนไลน์ หรือ อีวอลเล็ต แต่ความเสี่ยงที่ตามมาคือ จำนวนอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ดังนั้น ผู้บริหารต้องมีมาตรการ รวมถึงแผนลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการป้องกันภัยทางไซเบอร์ที่มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น อยากแนะนำให้ผู้บริหารตื่นตัวในเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกระแสที่ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

โดยร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้รับหลักการของร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนี่จะเป็นการสร้างกลไกการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

“แนวโน้มการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิความเป็นส่วนตัวของไทยจะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น จึงอยากเตือนผู้ประกอบการว่า ควรต้องเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นขอความยินยอมในการเข้าถึงข้อมูลจากลูกค้า หรือการต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลที่ชัดเจน ไปจนถึงการมีระบบหลังบ้านเพื่อที่ดูแลข้อมูล โดยอาจปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะประเด็นเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะถือเป็นเรื่องที่บริษัทไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน” นางสาววิไลพรกล่าว

 

362Degree.com