เมกะโปรเจ็กต์พญามังกร “Belt and Road” เจอแรงต้าน มูลค่าลงทุนในอาเซียนทรุดฮวบ

384

แผนการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ “Belt and Road Initiative” (BRI) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกำลังเจอแรงต้านจากหลายประเทศที่จีนเข้าไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กดดันให้แดนมังกรต้องชะลอการรุกคืบ แต่ไม่ได้หมายความว่า จีนจะยอมล่าถอย คาดว่าเป็นเพียงการปรับกลยุทธ์หวังลดความหวาดระแวง ก่อนจะบุกเข้ามาใหม่

จากการรวบรวมข้อมูลของ “ซิตี อิโคโนมิกส์” ในปี 2018 โครงการลงทุนขนาดใหญ่จากจีนที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ในอาเซียน ลดลง 49.7% เหลือ 1.92 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 4 ปี

Ocean Life Promotion

โครงการลงทุนใหม่ในอาเซียนช่วงครึ่งหลังของปี 2018 ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์มีเพียง 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 3.9 พันล้านดอลลาร์ ร่วงจาก 33 โครงการมูลค่ารวม 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 12  เดือนก่อนหน้า ส่วนในไทยและเวียดนามไม่มีเลย

การชะลอตัวครั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการ “ปรับรูปแบบและลดความซ้ำซ้อน” เพื่อให้โปรแกรมก่อสร้างขนาดใหญ่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในภูมิภาค รวมถึงยุทธศาสตร์การขยายอำนาจของจีนเอง

“การล่าถอยนี้ส่งสัญญาณ ว่าจีนอ่อนไหวต่อปฏิกิริยา ของอาเซียน ที่ต่อต้านการรุกคืบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้แผนการที่วางไว้ต้องล้มครืน” ซิตี อิโคโนมิกส์วิเคราะห์ โดยยกตัวอย่างการที่จีนยอมให้สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศร่วมปล่อยกู้ให้กับหลาย เมกะโปรเจ็กต์ เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ให้เป็นโครงการรระดับนานาชาติ ไม่ใช่จีนบงการเพียงประเทศเดียว

นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐยิ่งกระตุ้นให้จีนขนเงินมาลงทุนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงอากรขาเข้าสหรัฐ แดนมังกรรุกคืบเข้ามามีบทบาทในอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นมากตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงประกาศแผนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ในปี 2013  ในฐานะนโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจแกนหลักของรัฐบาลจีน จนทำให้อาเซียนกลายเป็นจุดหมายปลายทางราว 1  ใน 3 ของโครงการภายใต้แผนดังกล่าว

3 ปีหลังจากแผนดังกล่าวเปิดตัวการลงทุนจากจีนในอาเซียนพุ่งกระฉูด 77% ในช่วงเดียวกันสัญญาก่อสร้างที่ตกเป็นของบริษัทจีนก็เพิ่มขึ้น 54%

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นกระแสต่อต้านทุนจีนในหลายพื้นที่ หลายฝ่ายระแวงถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของแดนมังกรที่ทุ่มเททรัพยากรให้กับอาเซียน โดยเฉพาะ ในมาเลเซีย ที่นายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด สั่งชะลอโครงการทางรถไฟเชื่อม 2 ฟากคาบสมุทรมาลายูมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์เอาไว้ก่อน

ไม่ต่างจากเมียนมาร์ ที่ลดขนาดโครงการท่าเรือจ๊อกพยู ในรัฐยะไข่ ชายฝั่ง อ่าวเบงกอลที่จีนหนุนหลังลง เนื่องจากกังวลเรื่องภาระหนี้สิน

นักวิชาการในอาเซียน โดยเฉพาะในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์และไทย ต่างประสานเสียงให้รัฐบาลประเทศของตนระมัดระวังในการเจรจาเงื่อนไขของเมกะโปรเจ็กต์กับจีน เพื่อเลี่ยงปัญหาหนี้ก้อนโต ที่จะผูกมัดให้ต้องโอนอ่อนตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลปักกิ่งในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการจากแดนมังกรยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ละเลยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ใช้มาตรการรุนแรงในการเวนคืนที่ดิน ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น มีผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในพื้นที่จากการหลั่งไหลเข้ามาของคนจีน

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การรุกคืบของจีนในอาเซียนจะแผ่วลง แต่ไม่ได้เป็นสัญญาณว่า คอนเซ็ปต์ของแผนนี้จะเปลี่ยนแปลง ประกอบกับจีนกำลังเผชิญศึกหลายด้าน โดยเฉพาะสงครามการค้ากับสหรัฐ ซึ่งลำดับความสำคัญมากกว่าการแผ่ขยายอิทธิพลในเอเชียอาคเนย์

ถึงกระนั้น “ซิตี อีโคโนมิกส์” มองว่า อาเซียนได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจาก BRI รวมถึงการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐและยุโรปในด้านโครงสร้างพื้นฐาน “โครงการจากจีนช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพในการผลิต ศักยภาพในการส่งออกและการเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิก”

ด้าน “ซูฟิอัน จูโซะฮ์” ศาสตราจารย์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย ชี้ว่า จีนต้องปรับเปลี่ยนแนวทางของ BRI จากเดิมที่ใช้รูปแบบสัญญาเดียวกันหมดในทุกประเทศที่เข้าไปปักธง ควรปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อบรรเทาแรงต้านและความคลางแคลงใจ

 

 

362Degree.com