คนไข้เฮ!! รพ.สะดุ้ง กกร.จ่ายยาแรง ‘คุมค่ายา-เวชภัณฑ์ฯ’  

255

ทันทีที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 ให้ยาและเวชภัณฑ์ รวมทั้งบริการทางการแพทย์อยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2562 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลก็เจอเอฟเฟ็กต์ ราคาร่วงไปตามๆ กัน

โดยราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2562 หุ้นที่ร่วงหนักสุดคือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH จากราคาเปิด 193 บาท ปิดตลาดที่ราคา 176 บาท เปลี่ยนแปลงลดลง 8.57% ลดลง 16.50 บาท ขณะที่ราคาล่าสุดเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ม.ค.2562 ยังคงเปลี่ยนแปลงลดลง 2.84% ลดลง 5 บาท มาอยู่ที่ 171 บาท

AIA Vitality

โรงพยาบาลกรุงเทพ โดยบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ราคาเปิดก่อนมติกกร. 24.70 บาท ปิดตลาดที่ราคา 22.70 บาท เปลี่ยนแปลงลดลง 8.10% ลดลง 2 บาท ขณะที่ราคาล่าสุดเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ม.ค.2562 เปลี่ยนแปลงลดลง 1.32% ลดลง 0.30 บาท มาอยู่ที่ 22.40 บาท

บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ราคาเปิดก่อนมติกกร. 16.60 บาท ปิดตลาดที่ราคา 15.80 บาท เปลี่ยนแปลงลดลง 3.66% ลดลง 0.60 บาท ขณะที่ราคาล่าสุดเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ม.ค.2562 เปลี่ยนแปลงลดลง 2.53% ลดลง 0.40 บาท มาอยู่ที่ 15.40 บาท

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กกร.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันภัย ตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและพิจารณาหาข้อสรุปในการดำเนินมาตรการดังกล่าว ดังนั้น ระหว่างนี้จึงยังคงต้องรอดูความชัดเจนว่า การประกาศคุมราคายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์จะส่งผลให้ภาพรวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประชาชนลดลงมากน้อยเพียงใด

ด้านนักวิเคราะห์จากหยวนต้า ให้ความเห็นว่า แม้ว่า กกร.จะกำหนดให้ราคายาเป็นสินค้าควบคุม แต่ด้วยตัวยาและเวชภัณฑ์มีหลากหลายรายการและต้นทุนในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของแต่ละโรงพยาบาลแตกต่างกัน โดยระยะสั้น ราคาหุ้นอาจจะตอบสนองในเชิงลบ แต่ในระยะยาว เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการไม่มากนัก จึงคงน้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล “เท่ากับตลาด”

ส่วนฝ่ายวิจัย หลักทรัพย์เอเชียพลัส มองว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นลบต่อกลุ่มการแพทย์ เพราะปัจจัยพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงไปจากการถูกควบคุมส่วนต่างราคากับต้นทุนของยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 50% ของรายได้จากการรักษาพยาบาล จะทำให้ Gross margin ถูกกดดันในระยะกลางและระยะยาว เพราะปรับเพิ่มราคายาและค่าบริการได้ยากขึ้น จากในอดีตที่สามารถปรับเพิ่มได้เฉลี่ยปีละ 50%

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก หลักทรัพย์ไอร่า มีความเห็นว่า ข่าวนี้จะเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลระดับบนไปอีกหลายเดือนจนกว่าจะได้ข้อสรุป แต่หากมีผลกระทบ คาดว่าโรงพยาบาลระดับบนมีโอกาสจะได้รับผลกระทบสูงกว่าโรงพยาบาลระดับกลางและล่าง จากค่าบริการและอัตรากำไรที่สูงกว่า แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในระยะสั้นไปก่อน โดยนอกจากข่าวลบดังกล่าวแล้ว หุ้นกลุ่มนี้ยังขาดปัจจัยบวก และคาดว่าผลประกอบการจะยังไม่โดดเด่นจนกว่าจะเข้าสู่ High Season ในช่วงไตรมาส 3

งานนี้นักลงทุนคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ กลุ่มโรงพยาบาลจะเตรียมการปรับตัวอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ประชาชนคงเริ่มมีความหวังว่า ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนน่าจะ ‘ลดลง’ กว่าที่เคยควักกระเป๋าจ่ายอยู่ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว