แม่ทัพใหม่ บสย. ประกาศแผนรุก ปลุกเสือหลับ พา SMEs ลุกยืน

273

บทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านกลุ่ม SMEs

วันนี้ 90% ของธุรกิจในประเทศไทย เป็นผู้ประกอบการระดับกลางและระดับเล็ก สร้างมูลค่า 40% ให้กับ GDP ของประเทศไทย

AIA Vitality

แต่ดูเหมือนว่า ที่ผ่านมา การทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ของ บสย.ยังทำได้ไม่เต็มที่ จากจำนวน SMEs ทั้งที่ลงทะเบียนกับรัฐ และยังไม่ได้ลงทะเบียน ราว 5.5 ล้านราย บสย.สามารถค้ำประกันช่วย SMEs เดินหน้าไปได้เพียง 3.4 แสนราย

มาปีนี้ บสย.ได้เปิดตัวผู้บริหารคนใหม่ ดีกรีรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร มารับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการทั่วไป พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ในการปลุกให้ บสย.ที่เคยเหมือนเป็นเสือหลับ ตื่นขึ้นมานำพา SMEs ไทยให้มีโอกาสลุกขึ้นยืนได้มากขึ้น

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วางเป้าหมายการบริหารงาน บสย.ในปีแรกไว้ที่เป้าค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ทะลุหลักแสนล้านบาทอีกครั้ง หลังจากในอดีตเคยขึ้นไปแตะตัวเลขนี้ และค่อยๆ ลดลงมาเหลือหลัก 8 หมื่นล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

“ภายใต้ความท้าทายในโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็ว บสย.ต้องปรับตัวให้เร็ว และตอบโจทย์การทำงานของรัฐบาลยุคดิจิทัล โดยแผนงานปี 2562 “บสย.4.0 เคียงคู่ผู้ประกอบการ SMEs ไทย” ภายใต้แนวคิด “New Business Model 2019” มีการปรับ Roadmap มุ่งยกระดับการทำงานองค์กรอย่างเต็มประสิทธิภาพ คิดใหม่ ทำใหม่ ขับเคลื่อนสู่องค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ พัฒนาระบบฐานข้อมูล Data Management เชื่อมการทำงาน บสย.ทั้งภายในและภายนอก ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ SOS”

โดยกลยุทธ์ SOS ประกอบด้วย

SMEs Capacity Enhancer การให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน แต่มีศักยภาพ ทั้ง Micro SMEs วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่ม Start up สร้างความร่วมมือกับสมาคมการค้า และองค์กรระหว่างประเทศ ในการสนับสนุน SMEs และการให้ความรู้ทั้งด้านการเงิน และการดำเนินธุรกิจ แก่ SMEs แทนที่จะทำหน้าที่ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว

Opportunity Gateway ขยายฐานสนับสนุน SMEs ที่มีศักยภาพสูง อาทิ SMEs ที่ทำการค้าระหว่างประเทศ หรือที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศ ให้มีศักยภาพทางการเงินเพิ่มขึ้น รวมถึงต่อยอดฐานข้อมูลเครดิตลูกค้าสู่ Big Data Analytic และ Total Solutions

Second Chance Provider พลิกฟื้น SMEs ที่ย่ำแย่ ให้โอกาสใหม่กับกลุ่ม NPLs และกลุ่มที่ต้องการฟื้นกิจการ มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเริ่มธุรกิจใหม่

ดร.รักษ์กล่าวว่า กลยุทธ์ SOS นี้จะทำให้ บสย. ที่เคยอยู่ในเกมรับ คือการพึ่งพานโยบายจากภาครัฐ มาเป็นเกมรุก เดินหน้าทำตลาด ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Market Segmentation) อาทิ กลุ่มลูกค้ารายย่อย (Micro) กลุ่มลูกค้า Small กลุ่มลูกค้า S-curve กลุ่มลูกค้าฟื้นฟูกิจการ และกลุ่มผู้ประกอบการในโครงการสินเชื่อประชารัฐ เช่น ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ผู้ประกอบการแท็กซี่

โดยอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ บยส.จะเปิดตัว คือ “รักพี่วิน” ที่จะเป็นความร่วมมือกับ 8 สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ในการให้สินเชื่อกับกลุ่มผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง ที่มีอยู่ 1.5 แสนรายทั่วประเทศ เพื่อนำเงินไปปรับปรุงรถจักรยานยนต์ของตน

นอกจากนั้น บสย.ยังเตรียมปรับรูปแบบการให้บริการให้เป็น One Stop Service ที่จะทำหน้าที่คัดกรอง SMEs ให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับแต่ละแพ็กเกจสินเชื่อของธนาคารต่างๆ ช่วยลดขั้นตอนการพิจารณาของธนาคาร ทำให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันในรูปแบบ Direct Guarantee ที่เป็นการพิจารณาเฉพาะเจาะจงแต่ราย โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data

เป้าหมายตามแผนวิสาหกิจ บสย. ปี 2562 ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่เพิ่มขึ้น 82,600 ราย จากปีที่ผ่านมาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่ จำนวน 77,862 ราย และมีเป้าค้ำประกัน 107,000 ล้านบาท

“แนวคิดการนำรูปแบบการค้ำประกัน Direct Guarantee เป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงาน บสย. เพื่อลดการพึ่งพาจากภาครัฐตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงแผนการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าจัดเก็บหนี้ให้ได้ 550 ล้านบาท หรือกว่า 3,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งเก็บหนี้ได้ 380 ล้านบาท หรือกว่า 2,000 ราย” ดร.รักษ์ กล่าว

ด้าน สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ บสย. เผยถึงผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อ บสย. ประจำปี 2561 (1 ม.ค.- 31 ธ.ค. 2561) ว่า ยังคงสร้างการเติบโตด้านยอดค้ำประกันสินเชื่อภาพรวมเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับผลดำเนินงานในปี 2560 โดยมีการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรวม 88,878 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินสินเชื่อที่สถาบันการเงินอนุมัติจากการค้ำประกันสินเชื่อ รวม 133,191 ล้านบาท หรือ 1.5 เท่า ของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3% ของ GDP 2561 ของประเทศ

โดยมีผู้ประกอบการ SMEs ได้รับอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อรวม 77,862 ราย เทียบกับผลดำเนินงานในปี 2560 มีการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ 86,633 ล้านบาท ผ่านโครงการ SMEs ทวีทุน (PGS6 ปรับปรุงใหม่ สิ้นสุดโครงการ ณ 30 มิ.ย. 2561) และโครงการ SMEs ทวีทรัพย์ (PGS7) ระยะเวลาโครงการ 24 ก.ค.2561 สิ้นสุด 23 ก.ค. 2563

ผลงานที่โดดเด่นของ บสย. ในปี 2561 คือการสร้างความร่วมมือในการค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินของรัฐ : SFIs (รวมธนาคารกรุงไทย) ที่ทำให้กลุ่มสถาบันการเงินของรัฐ ผนึกกำลังช่วยขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสร้างการเติบโตให้กับ SMEs อย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพ ส่งผลให้มียอดค้ำประกันสินเชื่อในกลุ่มสถาบันการเงินของรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% หรือเท่ากับ 42,533 ล้านบาท เทียบกับยอดอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อปี 2560 มีวงเงิน 37,347 ล้านบาท

แต่ปี 2562 นี้ บสย.ต้องสร้างผลงานโดดเด่นให้มากขึ้น หากต้องการกลับมาทำเป้าค้ำประกันถึงหลักแสนล้านบาทอีกครั้ง

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว