“แอปเปิ้ล” ติดหล่ม! เทคโนโลยี-คู่แข่งไล่ทุบ (กำลังจะ) ตายตามรอยแบล็คเบอร์รี่?

372

ครั้งหนึ่ง “แบล็คเบอร์รี่” เคยยึดครองตลาดสมาร์ทโฟน มือถือที่มีคีย์บอร์ดขนาดเล็กผลิตโดยบริษัทรีเสิร์ชอินโมชั่น ถือเป็นสินค้ายอดนิยมของผู้ใช้ทั่วโลก ครองส่วนแบ่งตลาดสหรัฐ 55% เมื่อราวทศวรรษที่แล้ว ขณะที่ “ไอโฟน” จากค่ายแอปเปิ้ลยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

ในไตรมาสแรกของปี 2009 ส่วนแบ่งตลาดของไอโฟนร่วงเหลือ 19.5% จาก 30%ในไตรมาสสามของปี 2008 ผู้บริโภคยังคลั่งไคล้แบล็คเบอร์รีเพราะเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยที่แน่นหนา

ทว่า ใช้เวลาไม่นานก่อนทุกอย่างจะดิ่งเหวสำหรับ “แบล็คเบอร์รี่” ผู้ใช้หันมาตื่นเต้นกับมือถือหน้าจอสัมผัสจากแอปเปิ้ลและค่ายอื่นๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ทำให้ยอดขายแบล็คเบอร์รี่ค่อยๆ แย่ลง ส่วนหนึ่งเพราะปรับตัวตามเทคโนโลยีทัชสกรีนไม่ทัน แบล็คเบอร์รี่เคยชะล่าใจว่าไม่ว่าอย่างไร ลูกค้าผู้จงรักภักดีจะยังซื้อต่อไป จึงไม่เร่งนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มานำเสนอ

ซึ่งถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ และดูเหมือนว่าตอนนี้แอปเปิ้ลกำลังเดินอยู่บนเส้นทางคล้ายกัน

“แอปเปิ้ล” มีฐานลูกค้าขนาดมหึมา เมื่อปีก่อนทางบริษัทประกาศตัวเลขผู้ใช้สินค้าแอปเปิ้ลตั้งแต่ไอโฟน ไอแพด แมคส์และอุปกรณ์อื่นๆ อยู่ที่ 1.3 พันล้านคน ตัวเลขดังกล่าวน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ยอดขายไอโฟนโตต่อเนื่อง เพราะผู้ใช้มีแนวโน้มจะอยากอัพเกรดสมาร์ทโฟนของตนให้ทันสมัยอยู่เสมอ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น.

ประเมินกันว่าฐานผู้ใช้ไอโฟนใหม่เพิ่มขึ้น 6% ต่อปีช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ฐานผู้ใช้ไอโฟนเดิมเติบโต 61% ในช่วง 2 ปี ที่สำคัญแอปเปิ้ลมีการปรับราคาสินค้ารุ่นล่าสุดอยู่ตลอดเพื่อรักษาความพรีเมี่ยมของสินค้า แต่กลยุทธนี้ย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้แอปเปิ้ลเอง เพราะลูกค้าเลือกที่จะใช้ไอโฟนรุ่นที่มีอยู่แล้วต่อไปแทนที่จะไล่ตามรุ่นใหม่ล่าสุด

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาที่แพงของ “ไอโฟน” ทำให้ผู้บริโภคที่อยากจะลองมาเป็นสาวกแอปเปิ้ลหันไปหาสมาร์ทโฟนค่ายอื่นที่ราคาเอื้อมถึงได้และเทคโนโลยีใกล้เคียงกัน

อาทิ มือถือค่ายหัวเหว่ย ที่ผู้ผลิตอัดนวัตกรรมล่าสุดและยังไม่มีในไอโฟนเข้ามาแบบไม่ยั้ง แถมราคาของมือถือจากบริษัทสัญชาติจีนยังมีราคาถูกกว่าไอโฟนอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ยอดขายรวมถึงส่วนแบ่งตลาดของหัวเหว่ยเติบโตอย่างรวดเร็ว

กลับมามองค่ายแอปเปิ้ล กลยุทธค่อยๆเพิ่มลูกเล่นใหม่ และขายไอโฟนในระดับราคาพรีเมี่ยมเริ่มกดดันยอดขาย ในไตรมาสสี่ปี 2018 ไอโฟนขายได้ 47 ล้านเครื่อง ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น จนบริษัทตัดสินใจยกเลิกการประกาศตัวเลขยอดขายนับเป็นยูนิต ในรายงานผลประกอบการรายไตรมาส

“แบล็คเบอร์รี่” ก็เคยประสบปัญหายอดขายโตต่ำเมื่อหลายปีก่อน เพราะมือถือที่ออกมาใหม่มีการปรับปรุงฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์เพียงเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้า จึงเป็นเหมือนการไล่ลูกค้าให้ไปหามือถือแบรนด์อื่น ทั้งๆ ที่รีเสิร์ชอินโมชั่นไม่ใช่บริษัทอ่อนประสบการณ์และแบล็คเบอร์รีมีฐานลูกค้าทั่วโลกมากกว่า 75 ล้านคนเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ซึ่งยุคสมัยของสมาร์ทโฟนเพิ่งจะเริ่มต้น
กลยุทธที่ผิดพลาดฉุดให้อาณาจักรแบล็คเบอร์รี่ที่เคยยิ่งใหญ่ถึงกาลล่มสลาย และหลายคนเริ่มกังวลว่าแอปเปิ้ลกำลังถดถอยสู่จุดนั้นด้วยกลยุทธใกล้เคียงก

แม้มีสัญญาณว่า “ขาลง” กำลังมาถึง แต่ยังมีเส้นทางอีกยาวไกลกว่าที่แอปเปิ้ลจะกลายเป็นแบล็คเบอร์รี่รายถัดไป เนื่องจากมีปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันหลายประการ

เรื่องแรกก็คือ แอปเปิ้ลไม่ได้ขายแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ยังมีธุรกิจบริการที่แข็งแกร่ง ในไตรมาสล่าสุดสามารถทำรายได้จากภาคบริการเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 ขณะนี้รายได้จากการบริการมีสัดส่วน 16% ของรายได้ทั้งหมดและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างที่สอง แอปเปิ้ลไม่ได้มีสินค้าเพียงชนิดเดียวเหมือนรีเสิร์ชอินโมชั่นที่พึ่งพาแบล็คเบอร์รี่เท่านั้น แอปเปิ้ลมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกตั้งแต่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล สมาร์ทวอทช์ ลำโพงพรีเมี่ยม ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงเมื่อสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเสื่อมความนิยม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไอโฟนเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้ให้กับค่ายแอปเปิ้ลราว 59% ของยอดขายทั้งบริษัทในไตรมาสที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นตัวขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าอื่นๆ ในเครือแอปเปิล เช่น ผู้ที่ใช้งานไอโฟนมีแนวโน้มจะซื้อแอปเปิ้ลวอทช์มากกว่าสมาร์ทวอทช์จากค่ายอื่น เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างอุปกรณ์แต่ละตัวเป็นไปอย่างไหลลื่น  ดังนั้น หากยอดขายไอโฟนแผ่วลงย่อมกระทบต่อยอดขายผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดขายไอโฟนจะอยู่ที่ 38-42 ล้านเครื่อง ต่ำกว่าตัวเลขการผลิตของไตรมาแรกปี 2018 เกือบ 20% และแม้ว่าช่วงปลายปีนี้แอปเปิ้ลจะเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ก็ไม่น่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากนักและขาดการอัพเกรดเทคโนโลยีระดับที่เรียกเสียง “ว้าว” จากผู้บริโภค

สัญญาณพายุปะทุขึ้นแล้ว อยู่ที่ว่า “ทิม คุก” ซีอีโอของค่ายแอปเปิ้ลจะหาทางรับมืออย่างไรและแก้ไขได้ทันเวลาหรือไม่

 

362Degree.com