Pwc ชี้ธุรกิจครอบครัวทั่วโลกเชื่อมั่นรายได้โตแข็งแกร่ง ท้าทายทฤษฎีล่มสลายในยุคเจน 4

152

PricewaterhouseCoopers หรือ Pwc ได้เคยทำการศึกษาเรื่องของธุรกิจ ”ครอบครัว” ไว้เมื่อปี 2555 โดยผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจครอบครัวมีอัตราการอยู่รอดไปถึงรุ่นที่ 2 คิดเป็นอัตราร้อยละ 30 ของรุ่นที่ 1 เมื่อผ่านมือไปถึงรุ่นที่ 3 อัตราการอยู่รอดจะเหลือเพียงแค่ร้อยละ 12  และเมื่อถึงรุ่นที่ 4 อัตราการอยู่รอดของธุรกิจเหลือเพียงแค่ร้อยละ 4 เท่านั้น

ซึ่งผลการศึกษานี้ สอดคล้องกับทฤษฎีที่เรียกว่า Buddenbrook Syndrome ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับวัฏจักรของธุรกิจครอบครัวที่บอกไว้ว่าธุรกิจครอบครัวนั้นจะล่มสลายเมื่อสืบทอดไปถึงทายาทรุ่นที่ 4 เท่านั้น

ล่าสุด PwC ได้ทำการสำรวจรายได้ของธุรกิจครอบครัวในปีที่ผ่านมา Global Family Business Survey 2018 ที่ทำการสำรวจธุรกิจครอบครัวจำนวน 2,953 บริษัท ใน 53 ประเทศทั่วโลกว่า รายได้ของธุรกิจในปีที่ผ่านมาเติบโตเป็นเลข 2 หลัก ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2550 โดย 84% ของผู้บริหารคาดว่า รายได้ของบริษัทจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่ 16% ยังมองด้วยว่า รายได้จะเติบโตอย่าง “รวดเร็ว” และ “ก้าวกระโดด”

นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย หัวหน้าสายงานธุรกิจครอบครัว Pwc

“นิพันธ์ ศรีสุขุมบวรชัย” หัวหน้าสายงานธุรกิจครอบครัว และหุ้นส่วนสายงานภาษีและกฎหมาย บริษัท PwC ประเทศไทย บอกว่า ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นแรกมีความสามารถในการเพิ่มรายได้ให้เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมากกว่าผู้นำรุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน ขณะที่ 75% ของผู้บริหารธุรกิจครอบครัวเชื่อว่า การมีวัฒนธรรมองค์กรและคุณค่าที่แข็งแกร่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับกิจการได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว โดย 49% ของผู้บริหารได้มีการกำหนดคุณค่าองค์กรโดยเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

พร้อมอธิบายว่า การดำเนินงานภายใต้การบริหารธุรกิจครอบครัวของผู้นำรุ่นบุกเบิกที่เติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักมากกว่ารุ่นอื่นๆ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการบริหารความต่อเนื่องของรูปแบบทางธุรกิจกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

เมื่อเทียบกับผู้นำในรุ่นปัจจุบันจะเห็นว่าผู้นำรุ่นนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ หรือแม้แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อแบ่งเป็นรายภูมิภาคพบว่า ธุรกิจครอบครัวในทวีปตะวันออกกลางและแอฟริกา แสดงความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของรายได้มากที่สุด และ 28% คาดว่าธุรกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตามด้วยธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก (24%) ยุโรปตะวันออก (17%) อเมริกาเหนือ (16%) อเมริกากลางและใต้ (12%) และยุโรปตะวันตก (11%)

สำหรับความท้าทาย 3 อันดับแรกของธุรกิจครอบครัวในอนาคตนั้น ประกอบด้วย นวัตกรรม (66%) การเข้าถึงแหล่งแรงงานที่มีทักษะ (60%) และการเข้าสู่ดิจิทัล (44%) โดย 80% ของผู้นำธุรกิจครอบครัวมองว่าปัจจัยเหล่านี้ คือความท้าทายที่มีนัยสำคัญ

ด้าน “ปีเตอร์ อิงกลิช” หัวหน้าสายงานธุรกิจครอบครัว บริษัท PwC โกลบอล และผู้เขียนรายงานร่วม บอกว่า เป็นที่ชัดเจนว่าการกำหนดคุณค่าองค์กรอย่างแข็งขัน จะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ซึ่งการกำหนดหมวดหมู่คุณค่าองค์กรอย่างชัดเจนจะเป็นเหมือน “เข็มทิศภายใน” ให้กับธุรกิจครอบครัว ที่สามารถใช้นำทางและก้าวข้ามความท้าทายของการเข้ามาของเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผลสำรวจนี้ชี้ไว้ชัด คือ คุณค่าของธุรกิจครอบครัวกับคุณค่าของครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน โดย “คุณค่า” ของธุรกิจครอบครัว ควรต้องได้รับการกำหนดและมีการสื่อสารอย่างชัดเจน โดยต้องฝังลึกลงไปในวัฒนธรรมขององค์กร รวมถึงต้องมีการทบทวนกระบวนการตัดสินใจในแต่ละวันอยู่เป็นประจำ

“อิงกลิช”  ยังบอกอีกว่า ธุรกิจครอบครัวและธุรกิจเอกชนมากกว่า 350,000 รายที่มีจะต้องมีการส่งไม้ต่อในอนาคต เนื่องจากผู้นำรุ่นปัจจุบันจะเกษียณ จะยิ่งทำให้เกิดความกังวลถึงความต่อเนื่องของการประกอบธุรกิจ โดยผู้นำรุ่นต่อไปจะยิ่งเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ต่างไป ทั้งในเรื่องของผลกระทบจากเทคโนโลยี เช่น เอไอ หุ่นยนต์ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ขณะที่ เดวิด วิลส์” หัวหน้าสายงานผู้ประกอบการและธุรกิจเอกชน PwC โกลบอล กล่าวเตือนว่า แม้ว่าผลสำรวจจะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจครอบครัว แต่ผลสำรวจระบุว่า ธุรกิจไม่ได้ประสบความสำเร็จตามคาดเสมอไป

โดยระบุว่า แม้ว่าธุรกิจครอบครัวจะมีความทะเยอทะยานที่จะประความสำเร็จอย่างแรงกล้า แต่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ยังคงเป็นจุดบอดของธุรกิจครอบครัวจำนวนมาก โดย 21% ยอมรับว่า ไม่มีการวางแผนเชิงกลยุทธ์เลย ขณะที่ 30% มีแผนกลยุทธ์อยู่ในใจแต่ไม่ได้มีการปฏิบัติการให้เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน 49% ของกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นทางการในระยะกลาง 42% ในกลุ่มนี้มีการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก แสดงให้เห็นว่า การวางแผนเชิงกลยุทธ์กับการมีผลการดำเนินงานอันเป็นเลิศมีความสัมพันธ์กันชัดเจน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรูปแบบการปฏิบัติงานที่โดดเด่นแล้ว จะยังเป็นมรดกตกทอดให้กับธุรกิจครอบครัวในรุ่นต่อๆ ไปด้วย

และย้ำว่า ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจนั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นแปลว่า ธุรกิจที่มีการเติบโตอยู่ในขณะนี้ อาจจะไม่ได้เติบโตอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น ธุรกิจครอบครัวที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้ ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 2 ข้อคือ กลยุทธ์ความเป็นเจ้าของ และกลยุทธ์ทางธุรกิจ

สำหรับธุรกิจครอบครัวของไทยนั้น “นิพันธ์” บอกว่า ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก เพราะมากกว่า 80% ของธุรกิจไทยนั้นเป็นธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ หรืออย่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เองที่ 3 ใน 4 นั้น ก็เป็นธุรกิจครอบครัวเช่นกัน

โดยที่ผ่านมาธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้นำรุ่นที่ 2 และบางครอบครัวเริ่มส่งต่อกิจการให้แก่ผู้นำรุ่นที่ 3 แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า กลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ของไทยเหล่านี้ก็เผชิญกับแรงกดดันและความท้าทายในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตคล้ายคลึงกับผู้นำรุ่นใหม่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างที่เกิดจากการสร้างความน่าเชื่อถือ และ ช่องว่างในการสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำทั้ง 2 รุ่นจำเป็นต้องเปิดใจและมีการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น

ดังนั้น จึงเห็นว่าผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่ของไทยในหลายองค์กรเริ่มมีการบริหารงานแบบมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งจะนำพาองค์กรสู่การมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีได้ ผลที่ตามมาคือ ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดี และจะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจอื่นๆ ได้อีกมาก นอกจากนี้ ยังมีความตื่นตัวในการลงทุนด้านดิจิทัล ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของธุรกิจครอบครัวยุคใหม่

 

ขอบคุณภาพ Featured จาก : กสิกรไทย

 

เรียนโปรแกรมสำหรับกราฟิค แบบตัวต่อตัว